29 ก.ย. 2555

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่4

หน่วยที่4 การจัดระบบและออกแบบระบบทางการศึกษา

ตอนที่1 ระบบและการจัดการระบบ

สามัญทัศน์เกี่ยวกับระบบ

1. ระบบ หมายถึง องค์ประกอบหลายองค์ประกอบมารวมกันเป็นโครงสร้างที่แน่นอน มีเส้นโยงแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ องค์ประกอบแ่ละองค์ประกอบทำงานเป็นอิสระ และมีปฏิสัมพันธ์กัน

2. โครงสร้างระบบ เป็นสิ่งที่ประกอบเป็นระบบหรือเกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์ประกอบต่างๆได้แก่
2.1 ขอบเขตและสภาพแวดล้อม
ขอบเขต- เส้นแบ่งระหว่างองค์ประกอบของระบบและส่วนที่ไม่เกี่ยวกับระบบ
สภาพแวดล้อม - สิ่งที่ไม่ใช่ระบบแต่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อระบบ
2.2 องค์ประกอบและปฏิสัมพันธ์
องค์ประกอบ-อาจเป็นกิจกรรมหรือวัตถุสิ่งของ
ปฏิสัมพันธ์-องค์ประกอบตั้งแต่สองอย่างที่มีผลกระทบต่อกันและกันแบบสองทาง
2.3 ระบบย่อยและระบบชั้น
ระบบย่อย-เป็นระบบสมบูรณ์ในตัวเองที่ทำงานให้ระบบใหญ่
ระบบชั้น- ประกอบด้วย ส่วนประกอบ> องค์ประกอบ> ระบบย่อย> ระบบใหญ่ ตามลำดับ

สามัญทัศน์เกี่ยวกับการจัดระบบ

1. การจัดระบบหมายถึง การกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานและการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน โดยเน้นที่ขั้นตอน

2. ความสำคัญของการจัดระบบ
2.1 กำหนดแนวทางการดำเนินงานและการแก้ปัญหา
2.2 สื่อสาร - เพื่อไปสู่การเผยแพร่และปฏิบัติตามระบบ
2.3 ประกันคุณภาพ - ต้องมีการทดสอบระบบในสถาณการร์จำลอง ที่ที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริงก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบมีคุณภาพ
2.4 การประเมิณ ควบคุม ติดตามและตรวจสอบ - เพื่อควบคุมการดำเนินงานและแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี
2.5 ฐานะเครื่องมือใช้ในการสร้างนวกรรม
2.6 ฐานะเครื่องมือในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น

3. องค์ประกอบของการจัดระบบ
ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญคือ สภาพแวดล้อมที่เป็นบริบท -- ปัจจัยนำเข้า -- กระบวนการผลลัพธ์ -- และผลย้อยกลับเพื่อควบคุมและปรับปรุง

ตอนที่2 ขั้นตอนการจัดระบบทางการศึกษา

1. การวิเคราะห์ระบบทางการศึกษา
การวิเคราะห์ระบบทางการศึกษาจะเกิดขึ้นในเวลาที่ระบบทางการศึกษาทั้งระบบหรือบางส่วนเสื่อมหรือมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

การวิเคราะห์ระบบทางการศึกษา เป็นการหาข้อมูลของระบบหรือการดำเนินการในปัจจุบัน
ความจำเป็นของการวิเคราะห์ระบบทางการศึกษา
- มีความเป็นพลวัตของระบบ > คือปรับเปลี่ยนตามสถาณการณ์และช่วงเวลาที่เหมาะสม
- ความหย่อนสมรรถภาพของระบบ
- ความยุ่งยากซับซ้อนของปัจจัยนำเข้า >  เช่น ประเภท ปริมาณ เวลา สถานที่ และวิธีการ

ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบประกอบด้วย
1.1 พิจารณาองค์ประกอบหรือการดำเนินงานที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
1.2 ระบุรายละเอียดขององค์ประกอบ
1.3 พิจารณาจุดดี จุดด้อย ขององค์ประกอบ

2. การสังเคราะห์ระบบการศึกษา
เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการสร้างระบบใหม่โดยกำหนด องค์ประกอบ ความสัมพันธ์ ทิศทาง และลำดับขั้นตอนของระบบใหม่

ความจำเป็นในการสังเคราะห์ระบบ
- เป็นขั้นตอนการลงมือสร้างระบบใหม่
- ช่วยให้มีการระบุส่วนประกอบและองค์ประกอบของระบบ
- ช่วยให้มีการจัดเรียงองค์ประกอบเข้าเป็นขั้นตอน

ขั้นตอนการสังเคราะห์ระบบประกอบด้วย
2.1 พิจารณาองค์ประกอบเดิม
2.2 กำหนดองค์ประกอบ > องค์ประกอบหลัก Ci, Cp, Co และองค์ประกอบรอง Ci1,Cp1,Co2
2.3 กำหนดวิธีระบบ > การกำหนดเส้นทางไหลเวียนขององค์ประกอบ จาก input - output และกระบวนการย้อนกลับ
2.4 จัดเรียงองค์ประกอบตามลำดับก่อนหลัง
2.5 ใส่รหัสแสดงขั้นตอน 1.0​, 2.0, 3.0 เป็นรหัสขั้นตอนหลัก 1.1, 1.2, 1.3, รหัสขั้นตอนย่อยของแต่ละขั้นตอน
2.6 อธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน ใช้คำขึ้นต้นว่า กำหนด ระบุ วิเคราะห์ ทดสอบ ทำการประเมิณ
2.7 ตั้งชื่อระบบที่พัฒนาขึ้น มักใช้คำว่า แผน นำหน้าแล้วจึงตามด้วยชื่อระบบ

3.การสร้างแบบจำลองระบบทางการศึกษา
เป็นแผนถูมิลำดับกรอบที่แสดงส่วนประกอบ องค์ประกอบ โครงสร้าง ขั้นตอน วิถี ทิศทาง และเงื่อนไขความสัมพันธ์ และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของระบบโดยใช้ ภาพ สัญลักษณ์ และสิ่งที่กำหนดขึ้นมาแทนองค์ประกอบ

ความสำคัญของแบบจำลองระบบ
- สื่อความหมาย
- กำกับกระบวนการ
- ดำเนินงาน
- ควบคุมและติดตามการดำเนินงาน
- พัฒนาระบบ

ขั้นตอนการสร้างแบบจำลองทางการศึกษา
3.1 พิจารณาขั้นตอนอย่างละเอียด
3.2 กำหนดประเภทของแบบจำลอง > แบบรูปภาพ, แบบเปรียบเทียบ, แบบแนวคิด, แบบสัญลักษณ์
3.3 กำหนดรูปแบบของแบบจำลอง > แนวนอน, แนวตั้ง, ผสมตั้ง+นอน, แผนวงกลมและวงรี
3.4 กำหนดสัญลักษณ์
3.5 ร่างแบบจำลอง
3.6 ตรวจสอบและปรับปรุง
3.7 เขียนแบบจำลอง

4. การทดสอบระบบทางการศึกษา
เป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบก่อนนำไปใช้จริง

ความจำเป็นของการทดสอบระบบทางการศึกษา
- ครอบคลุมการประกันคุณภาพของระบบ
- สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ระบบ
- ประหยัดเวลาและงบประมาณ

แนวทางในการทดสอบระบบทางการศึกษา
4.1 ทดสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ > การกำหนดเกณฑ์การคัดเลือก การกำหนดองค์ประกอบ การกำหนดเครื่องมือสำหรับทดสอบ การนำเสนอ การวิเคราะห์และปรับปรุง
4.2 ทดสอบระบบในสถานการณ์จำลอง > การกำหนดกลุ่มตัวอย่าง การกำหนดเกณฑ์ในการทดสอบระบบ การกำหนดเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การรายงานผลการทดสอบระบบ

ตอนที่ 3 การออกแบบระบบทางการศึกษา

1. การออกแบบการสอน เป็นขั้นตอนของการกำหนดรายละเอียดขององค์ประกอบ วิถี และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบหลัก

ความสำคัญ
- เครื่องประกันประสิทธิภาพการเรียนการสอน
- เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้สอน
- เป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน
- เป็นเครื่องมือวิจัยการเรียนการสอนในชั้นเรียน
- เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการสอน

ขั้นตอนการออกแบบระบบการสอนครอบคลุม 10 ขั้นตอนคือ
1.) วิเคราะห์ผู้เรียน
2.) กำหนดวัตถุประสงค์
3.) วิเคราะห์เนื้อหาสาระและประสปการณ์
4.) กำหนดและพัฒนาขั้นตอนการสอน
5.) กำหนดวิธีการสอน
6.) กำหนดสื่อการสอน
7.) กำหนดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน
8.) การจัดการเรียนรู้
9.)กำหนดแนวการประเมิณการสอน
10.)สร้างแบบจำลองการสอน

2. การออกแบบระบบการฝึกอบรมครอบคลุม 11 ขั้นตอนคือ
1.) วิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการในการฝึกอบรม
2.) กำหนดและวิเคราะห์ผู้รับการฝึกอบรม
3.) กำหนดวัตถุประสงค์
4.) กำหนดและวิเคราะห์เนื้อหาสาระและประสปการณ์
5.) กำหนดวิธีการและเทคนิคการฝึกอบรม
6.) พัฒนาขั้นตอนการฝึกอบรม
7.) กำหนดช่องทาง สื่อ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกอบรม
8.)กำหนดสภาพแวดล้อมการฝึกอบรม
9.) กำหนดแนวทางการจัดฝึกอบรม
10.)กำหนดแนวทางประเมิณการฝึกอบรม
11.)สร้างแบบจำลองการฝึกอบรม

กิจกรรม 4.3.2
1. กำหนดกิจกรรมที่ต้องทำในส่วนวิทยากรและผู้รับการฝึกอบรม
(ซ) กำหนดแนวทางการจัดการฝึกอบรม

2. เพศ วัย ระดับการศึกษา และประสปการณ์ของผู้รับการฝึกอบรม
(ก) วิเคราะห์ผู้รับการฝึกอบรม

3. ศึกษาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม
(ค) ศึกษาและวิเคราะห์สภาพความต้องการในการฝึกอบรม

4. เขียนแผนผังแนวคิดสัมพันธ์
(ง) กำหนดและวิเคราะห์เนื้อหาสาระและประสปการณ์

5. ฝึกอบรมแบบบรรยาย
(ฉ) กำหนดวิธีการและเทคนิคการฝึกอบรม

6. ขนาดห้องฝึกอบรม
(จ) กำหนดสภาพแวดล้อมการฝึกอบรม

7.การติดต่อและเชิญวิทยากรการฝึกอบรม
(ช)พัฒนาขั้นตอนการฝึกอบรม

27 ก.ย. 2555

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่3

หน่วยที่ 3 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษากับการศึกษา

ตอนที่ 1. พัฒนาการความสำพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษากับระบบทางการศึกษา

3.1.1 ระบบทางการศึกษา กับ เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
การศึกษา เป็นกระบวนการถ่ายทอด สร้างสรรค์ และสั่งสมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของปัจเจกชนและสังคม
ระบบทางการศึกษาประกอบด้วย
1. การศึกษาในระบบโรงเรียน
2. การศึกษานอกระบบโรงเรียน
3. การศึกษาตามอัธยาศัย - การศึกษาโดยบังเอิญ , สิกขบันเทิง, สิกขชีวี
4. การฝึกอบรม - อบรมก่อนทำงาน, อบรมขณะทำงาน, อบรมเพื่อเปลี่ยนหน้าที่
5. การศึกษาทางไกล - จัดรูปแบบโดยยึดผู้เรียน, จัดรูปแบบโดยยึดระบบการถ่ายทอด, จัดรูปแบบโดยยึดโครงสร้างของสื่อการศึกษา

3.1.2 อิทธิพลของเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาต่อการศึกษา
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มีอิทธิพลต่อการศึกษาโดยมีบทบาทเป็นวัฏจักรภายในวงจรพัฒนาการของสังคมซึ่งประกอบด้วย - วิทยาการ เทคโนโลยี และ การศึกษา  เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี และเป็นองค์ประกอบของระบบทางการศึกษา

1.อิทธิพลต่อการศึกษาในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 
1.1 อิทธิพลต่อด้านวิชาการทางการศึกษา - หลักสูตรและการสอน ซึ่งหลากหลายและแตกต่างกันไปตามสำนักวิชา
1.2 อิทธิพลต่อด้านบริหารการศึกษา - จัดการแบบรวมศูนย์ แบ่งเป็นฝ่าย กลุ่มอายุ ตามความสามารถ ตามถนัด ตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้เรียน
1.3 อิทธิพลต่อด้านบริการทางการศึกษา - ระบบการให้บริการยืมสื่อการศึกษา-ห้องสมุด

2.อิทธิพลต่อการศึกษาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
2.1 อิทธิพลต่อด้านวิชาการทางการศึกษา - หลักสูตรสาขาวิชา ครูเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ขยายรายละเอียดของตำรา สาธิต และถ่ายทอดประสปการณ์
2.2 อิทธิพลต่อด้านบริหารทางการศึกษา - บริหารแบบระบบโรงเรียน
2.3 อิทธิพลต่อด้านบริการการศึกษา - บริการห้องสมุดสารสนเทศ บริการการสอนทางวิทยุกระจายเสียง บริการการสอนทางวิทยุโทรทัศน์ บริการภาพยนต์การศึกษาเป็นต้น

3. อิทธิพลต่อการศึกษาในยุคสังคมข่าวสาร 
3.1 อิทธิพลในการกระตุ้นระบบทางการศึกษา - ให้เป็นระบบเปิดแบบเครือข่ายมากขึ้น บุคคลได้รับข้อมูลและสารสนเทศอย่างสะดวกรวดเร็ว
3.2 อิทธิพลต่อระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น - สามารถเลือกใช้ให้ตรงกับความจำเป็นและความต้องการได้
3.3 อิทธิพลต่อการสร้างเจตนาร่วมและกำหนดทิศทางการศึกษาของสังคม - ในด้านข้อมูลข่าวสารที่ตรงกันกับนโยบายของสังคม ทำให้ข้อมูลแพร่หลายและง่ายต่อการเข้าถึง

ภายใต้อิทธิพลของคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตและเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม สังคมโลกจะพัฒนาไปสู่สังคมแบบกระจายเครือข่ายระบบสารสนเทศพัฒนาไปสู่ระบบฐานความรู้ และระบบอุตสาหกรรมความรู้ ดังนั้นการศึกษาจึงมีแนวโน้มที่สำคัญต่อไปนี้
1. สถาบันการศึกษาจะลดบทบาทการเป็นห้องเรียนลง
2. การศึกษาจะเป็นระบบการศึกษารายบุคคลมากขึ้น
3. การศึกษาตามอัธยาสัยโดยเฉพาะ สิกขบันเทิง และ สิกขชีวี จะมีบทบาทมากขึ้น

ตอนที่ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษากับระบบทางการศึกษา

3.2.1 ความสัมพันธ์กับการศึกษาในระบบโรงเรียน
แนวคิด
- การศึกษาเป็นกระบวนการบูรณาการชีวิต เพื่อเป็นเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
- การศึกษาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดจนตาย
- หลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและเทคโนโลยีร่วมสมัย
รูปแบบ
- อาศัยครูเป็นแหล่งวิชาการ คือ แบบครูเป็นใหญ่
- ครูกับสื่อแบ่งปันหน้าที่กันในการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอน เรียกว่า ครูคู่หูสื่อ
- อาศัยสื่อเป็นฐานหลักของการศึกษา คือ แบบสื่อเป็นใหญ่

3.2.2 ความสัมพันธ์กับการศึกษานอกระบบโรงเรียน
การศึกษานอกระบบโรงเรียนแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่พลาดโอกาสในการศึกษาในระบบ - หลักสูตรยึดตามหลักสูตรในระบบ ขอบข่ายที่มีบทบาทและอิทธิพลมากได้แก่ เทคโนโลยีการจัดระบบ เทคโนโลยีวิธีการสื่อสารการสอน เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการศึกษา เทคโนโลยีด้านสภาพแวดล้อมทางการศึกษา
2.กลุ่มเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน - เข้าศึกษาในสถาบันวิชาชีพ ,หรือ ศึกษาวิชาชีพด้วยตนเองจากชุดการศึกษาทางไกล
3. กลุ่มประกอบอาชีพ - เพื่อการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

3.2.3 ความสัมพันธ์กับการศึกษาตามอัธยาศัย
1. กับการศึกษาโดยบังเอิญ
แหล่งวิทยาการชุมชน - เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์สื่อการศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์สาธิต
สื่อมวลชน - หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ สื่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สื่อเครือข่ายโลก
กิจกรรมสันทนาการชุมชน- เน้นการให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารไปพร้อมการสันทนาการ
2. กับสิกขบันเทิง มุ่งให้เนื้อหา สาระ และเจตคติแฝงมากับกิจกรรมบันเทิง การแข่งขัน สันทนาการ งานอดิเรก
3. กับสิกขชีวี เป็นระบบการศึกษาทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาโดยตรง เพราะต้องใช้ขอบข่ายทั้ง7มาสร้างสรรค์ให้เป็นโปรแกรมเบ็ดเสร็จ การศึกษารายบุคคล การศึกษาตามต้องการ

21 ก.ย. 2555

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่2

หน่วยที่ 2 การสื่อสารการศึกษา

ตอนที่1. สามัญทัศน์การสื่อสารการศึกษา

2.1.1 ความหมาย และ ความสำคัญของการสื่อสารการศึกษา
การสื่อสารการศึกษา เป็นกระบวนการถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การฝึกฝนและการอบรมจากผู้ส่สารฝ่ายหนึ่งไปยังผู้รับสารอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผ่านสื่อหรือช่อทางเพื่อให้ผู้รับเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

การสื่อสารการศึกษามีความสำคัญด้าน การถ่ายทอดข่าวสาร ความรู้ การอบรม การมอบหมายและส่งงาน การประสานงาน การสนทนาโต้ตอบ

2.1.2 องค์ประกอบและกระบวนการของการสื่อสารการศึกษา
องค์ประกอบฯประกอบด้วย ผู้ส่งสาร(Sender) สาร(Message) สื่อ/ชื่อทาง(Media/Channel) และผู้รับสาร (Reciever)

กระบวนการสื่อสาร เริ่มที่ผู้ส่งสารส่งสาร - นำสารเข้ารหัสเป็นสาร - ใช้ช่องทางหรือสื่อเพื่อส่งสาร - ผู้รับถอดรหัส - เกิดผลคือเข้าใจตอบสนองกลับ

2.1.3 รูปแบบของการสื่อสารการศึกษา มี 3 รูปแบบ
1. จำแนกตามลักษณะภาษาที่ใช้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง และสัญลักษณ์ต่างๆ
2. จำแนกตามตำแหน่งของผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น การสื่อสารการศึกษาทางตรง และ การสื่อสารการศึกษาทางอ้อม
3. จำแนกตามความสามารถในการโต้ตอบของผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น การสื่อสารการศึกษาทางเดียว และ การสื่อสารการศึกษาสองทาง

ตอนที่ 2. บทบาทและการประยุกต์การสื่อสารการศึกษา

2.2.1 บทบาทและการประยุกต์การสื่อสารการศึกษา-ด้านบริหารการศึกษา
ครอบคลุม การรับส่งข้อมูลและสารสนเทศ การติดต่อประสานงาน การประชาสัมพันธ์ การประชุม

2.2.2 บทบาทและการประยุกต์การสื่อสารการศึกษา-ด้านวิชาการ
 ครอบคลุม การเรียนการสอน การวัดและการประเมิณผล การลงทะเบียน

2.2.3 บทบาทและการประยุกต์การสื่อสารการศึกษา-ด้านบริการการศึกษา
ครอบคลุม ห้องสมุดอิเลฌกทรอนิคส์ ห้องสมุดเสมือนจริง วิดิทัศน์ตามอัธยาศัย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ตอนที่ 3. วิธีการและเครื่องมื่อในการสื่อสารการศึกษา

2.3.1 วิธีการสื่อสารการศึกษา
ครอบคลุม การสื่อสารการศึกษาระหว่างบุคคลกับบุคคล - แบบเผชิญหน้า และ แบบไม่เผชิญหน้า
และการสื่อสารการศึกษาระหว่างบุคคลกับกลุ่มบุคคล - แบบเผชิญหน้า และ แบบไม่เผชิญหน้า

2.3.2 เครื่องมือสื่อสารการศึกษา มี 3 ประเภทคือ
(1.) ด้านสื่อโสตทัศน์ ได้แก่ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
(2.) ด้านสื่อมวลชน ได่แก่ สื่อสิ่พิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์
(3.) ด้านอิเล็กทรอนิก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุสื่อสาร

แบบประเมิณ
1. ตัวอย่างการสื่อสารการศึกษา มานิตสอนการบ้านน้อง
2.  "ผู้อำนวยการประชุมนักเรียนใหม่เกี่ยวกับกฎระเบียบโรงเรียน" สาร คือ กฎระเบียบ
3. "สมศักดิ์ส่งหนังสือเชิญประชุมครู" เป็นการสื่อสารแบบ ทางอ้อมและทางเดียว
4. ข้อใดแสดงบทบาทการสื่อสารการศึกษา ด้านบริหารการศึกษา - การรับส่งข้อมูลข่าวสาร
5. ข้อใดเป็นการประยุกต์การสื่อสารการศึกษาด้านบริการการศึกษา - E-library
6. วิธีการสื่อสารการศึกษาระหว่างบุคคล-กับบุคคล แบบไม่เผชิญหน้าที่นิยมคือ สื่อสารผ่านโทรศัพท์
7.วิธีการสื่อสารวิธีใดเหมาะกับการแจ้งข่าวการปฐมนิเทศของนักเรียนใหม่ให้ผู้ปกครองทราบ - วิธีการสื่อสารการศึกษาผ่านสิ่งพิมพ์
8. ข้อใดคือเครื่องมือด้านสื่อโสตทัศน์ - เทปเสียง
9. เอกสารการสอนของ มสธ. จัดเป็นเครื่องมือการสื่อสารการศึกษาประเภทใด - สื่อมวลชน
10.การสื่อสารการศึกษาด้านบริการการศึกษา - การวัดและการประเมิน 


1. ข้อใดตรงกับความหมายการสื่อสารการศึกษา - สมคิดดูรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา มสธ.
2. "ผู้อำนวยการประชุมนักเรียนใหม่เกี่ยวกับกฎระเบียบโรงเรียน" ผู้ส่งคือ ผู้อำนวยการ
3. "นาตยาโทรศัพท์คุยกับทองคำ" เป็นการสื่อสารแบบ ทางอ้อมและสองทาง
4. บทบาทการสื่อสารการศึกษาด้านวิชาการการศึกษา - ด้านการเรียนการสอน
5. ข้อใดเป็นการประยุกต์สื่อสารการศึกษาด้านวิชาการ E-learning
6.วิธีการสื่อสารการศึกษาระหว่างบุคคลกับบุคคลแบบไม่เผชิญหน้า - โทรศัพท์
7. วิธีการสื่อสารการศึกษาวิธีใด เหมาะสมกับการแจ้งข่าวกิจกรรมทัศนศึกษาของโรงเรียนให้ผู้ปกครองทราบ - วิธีการสื่อสารการศึกษาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์
8. ข้อใดจัดเป็นเครื่องมือโสตทัศน์ - แผนภูมิ
9. รายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาของ มสธ. จัดเป็นเครื่องมือสื่อสารการศึกษาประเภท - สื่อมวลชน
10.ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการสื่อสารการศึกษา - โทรสารเป็นเครื่องมือสื่อสารการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์

<<< กลับ หน่วยที่ 1    อ่านต่อหน่วยที่ 3 >>>

20 ก.ย. 2555

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่1

หน่วยที่ 1 สามัญทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา

ตอนที่ 1 แนวคิดเทคโนโลยีการศึกษา

1.1 ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา จำแนกได้ 2 แนวคิดคือ
1.) แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ - การนำผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาใช้ ในรูปของวัสดุและอุปกรณ์
2.)แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ - เน้นวิธีการ

1.2 พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา
1.) โซฟิสต์ - บรรยายและเสวนา
2.) โซเครติส - สอนแบบถามนำให้ผู้เรียนตอบตามชุดคำถาม
3.) ปิแอร์ อาลิบาร์ด - หนังสือ"ใช่-ไม่ใช่"
4.) โจฮาน โคมินิฮุส - หนังสือ"วิธีการสอนอันยิ่้งใหญ่" และหนังสือ "โลกในภาพ"
5.) โจเซฟ แลงแคสเตอร์ - ใช้หัวหน้าสอนเพื่อน (Monitoring System)
6.) เพตาลอสซี่ - เน้นประสปการณ์ตรงของผู้เรียน
7.) เฟรอเบล - อนุบาลศึกษาแนวสวนเด็ก
8.) แฮร์บาท - หนังสือ"ศาสตร์แห่งการศึกษา" และ "ขอบข่ายวิชาชีพศึกษาศาสตร์"
9.) ธอร์นไดค์ - กลุ่มเชื่อมโยงนิยม ให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง
10.) ดิวอี้ และ คิลแพรทริค - กลุ่มพัฒนาการนิยม ดิวอี้-แก้ปัญหา คิลแพรทริค-โครงการ
11.) การสอนแบบโปรแกรม - วางแผนและเตรียมการไว้ล่วงหน้า
12.) การสอนแบบศูนย์การเรียน (ดร.ชัยยงค์) - นำเนื้อหามาแยกเป็น 14-16 หน่วย หน่วยละ 4-6 หัวเรื่อง (แผนจุฬาฯ)
13.)การศึกษาทางไกล - ยึดสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก/ ยึดสื่อแพร่ภาพและเสียงเป็นหลัก/ ยึดเทคโนโลยีและสารสนเทศเป็นสื่อหลัก

1.3 นวัตกรรมจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีการศึกษา
สิ่ที่จะถือว่าเป็น นวัตกรรมมีเกณฑ์พิจารณา 4 อย่างคือ
1.) ต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
2.) มีการนำวิธีจัดระบบมาใช้ (input process output)
3.) มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างวิจัยว่า"สิ่งใหม่" มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม
4.) ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน

หากสิ่งใหม่เป็นที่ยอมรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของของระบบงานที่ดำเนินอยู่ ก็ไม่ถือว่าสิ่ใหม่นั้นเป็นนวัตกรรมอีกต่อไปแต่จะเปลี่ยนสภาพเป็นเทคโนโลยี

ตอนที่ 2 ขอบข่ายและบทบาทของเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา

2.1 ขอบข่ายเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา

1.) ตามสาระ (แนวตั้ง)
1.1 การจัดระบบ และออกแบบ
> การจัดระบบ - วิเคราะห์ / สังเคราะห์ / สร้างแบบจำลอง / ทดสอบระบบ
> การออกแบบระบบ - ปัจจัยนำเข้า / กระบวนการ / ผลลัพธ์
1.2 พฤติกรรม > พฤติกรรมการบริหาร, พฤติกรรมด้านวิชาการ, พฤติกรรมด้านบริการ
1.3 วิธีการ > วิธีการศึกษาทั่วไป, วิธีการเรียนการสอน
1.4 สื่อสาร > ผู้ส่งสาร, สาร, ช่อทางและสื่อ, ผู้รับสาร
1.5 สภาพแวดล้อม > ทางกายภาพ, ทางจิตภาพ, ทางสังคม
1.6 การจัดการ
1.7 การประเมิณ > ประเมิณปัจจัยนำเข้า, ประเมิณกระบวนการ, ประเมิณผล

2.) ตามภารกิจ (แนวนอน)
2.1 ด้านบริหาร
2.2 ด้านวิชาการ
2.3 ด้านบริการ

3.) ตามบริบท (แนวลึก)
3.1 การใช้เทคโนโลยีการศึกษาในระบบโรงเรียน
3.2 การใช้เทคโนโลยีการศึกษานอกระบบโรงเรียน
3.3 การใช้เทคโนโลยีการศึกษาการศึกษาทางไกลและการเผยแพร่และการฝึกอบรม

2.2 บทบาทขอเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา

1.) ฐานะอค์ความรู้
- ระดับป.ตรี
- ระดับป.โท
- ระดับป.เอก

2.) ฐานะเครื่องมือบริการ
- การจัดระบบการบริหาร
- ธุรการ
- บุคคลากร
- วิชาการ
- เผยแพร่ประสบการณ์
- พัฒนาบุคคลากร

3.) ฐานะเครื่องมือทาวิชาการ
- ยึดสื่อคน
-ยึดสื่อสิ่งของ

ตอนที่ 3 ปัจจัยและแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา

3.1ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา

1.) ภาพนึกเก่าของบุคคลากรทางการศึกษา คลอบคลุมการศึกษาจำกัดอยู่ในสถาบันการศึกษาห้องเรียน มีกระดานดำแขวนและครูยืนอยู่หน้าชั้น นักเรียนต้องเงียบ ครูต้อทำหน้าที่ทุกอย่าง

2.) ความเชื่อในปรัชญาการศึกษาทั้ง 4 กลุ่มคือ
- กลุ่มสารนิยม (ครูและตำราเป็นแหล่งความรู้หลัก)
- กลุ่มจริยสุนทรียนิยม (เน้นการอบรมจิตใจให้ผ่องแผ้ว)
- กลุ่มพิพัฒนาการนิยม (เรียนจากประสปการณ์ การปฏิบัติกิจกรรม)
- กลุ่มสวภาพนิยม (จัดการเรียนรู้ตามสภาพความเหมาะสมของผู้เรียน)

3.) การประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงจิตวิทยามี 2 กลุ่มคือ
- จิตวิทยากลุ่มเชื่อมโยงนิยม (การเรียนรู้เกิดจาก ตัวเร้า การตอบสนอง การเสริมแรง)
- จิตวิทยาในกลุ่มประสปการณ์นิยม (การเรียนรู้เมื่ออยู่ในปัญหาและความต้อการแก้ปัญหา)

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้กระทำใน 4 สถานการณ์คือ
1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง
2. ให้ผู้เรียนได้รับทราบผลย้อนกลับทันที
3. ให้ผู้เรียนได้รับความรู้สึกภาคภูมิใจ
4. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทีละน้อยตามลำดับขั้น

3.2 แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีการศึกษา
1.) ด้านบริการ ต้องปรับตัวกับการใช้ การจัดหา สนับสนุน และใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2.) การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้
3.) วิธีการเรียนการสอน การใช้แหล่วิทยาการและการเรียนรู้นอกห้องเรียน
4.) การฝึกหัดครุศึกษา ผลิตครูที่มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู ให้การศึกษาครูใหม่และฝึกอบรมครูประจำการให้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
5.) การจัดแหล่งวิทยบริการและแหล่สารสนเทศ จัดตั้งศุนย์ผลิตสื่อการสอน และการสอนผ่านจอภาพ
6.) บทบาทสถานศึกษาและการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เป็นศูนย์การเรียนหรือศูนย์การศึกษาชุมชน
7.) การเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงของทางบ้านและทางโรงเรียน จัดหาอุปกรณ์การสื่อสาร ให้โอกาสนักเรียนจะได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งวิทยาการต่างๆ
8.) การสนับสนุนของรัฐบาล เอื้ออำนวยในการจัดซื้ออุปกรณ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม

3.3 แนวคิดการนำเทคโนโลยีการศึกษาให้สอดคล้อกับ พรบ. การศึกษาแห่ชาติ พ.ศ.2542

เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่นำมาใช้ให้สอดคล้อง ทั้ง 4 กลุ่ม
1.) เทคโนโลยีพื้นฐาน - สื่อโสตทัศน์ รูปภพ แผ่นใส ของจรืงที่หาได้ง่าย
2.) สื่อสารมวลชนเพื่อการศึกษา - สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสีย ภาพยนตร์
3.) สารสนเทศเพื่อการศึกษา - คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เทเลคอนเฟอเร้นซ์
4.) วิทยบริการ - ศูนย์ความรู้ ห้องสมุด หอสมุด พิพิธภัณฑ์ เน้นการจัดสภาพแวดล้อม

พรบ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 หมวด9
ม.63 ช่องทางหรือโครงสร้างพื้นฐาน
ม.64 การพัฒนาสื่อประเภทวัสดุหรือซอฟแวร์
ม.65 การพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ม.66 การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะในการใช้เครื่องมือ
ม.67 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ม.68 การตั้กองทุนการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ม.69 การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีการศึกษาแห่งชาติ

แบบประเมิณ
1. แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กายภาพหมายถึง วัสดุ อุปกรณ์
2. โลกในภาพ (Orbus Picture) เป็นหนังสือภาพประกอบที่สมบูรณ์เล่มแรกของ โคมินิอุส
3. เกณฑ์การกำหนด นวกรรมคือ มีวิธีการจัดระบบมาใช้
4. ขอบข่ายเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาตามขอบข่ายเชิงสาระคือ จัดระบบและออกแบบระบบ
5. ผู้ส่งสาร สาร ช่องทางสื่อสาร ผู้รับสาร จัดอยู่ในขอบข่าย สื่อสารทางการศึกษา
6. ขอบข่ายแนวนอนด้านวิชาการคือ การพัฒนาหลักสูตร
7. เทคโนลียีการศึกษา มีบทบาทในฐานะ เป็นศาสตร์ หรือ องค์ความรู้
8. กลุ่มสภวภาพนิยม คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
9. แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีการศึกษามุ่งเน้นในหลายข้อ ยกเว้น การจัดการสื่อแบบสองทาง
10. พรบ. การศึกษาแห่งชาติปี 2542 หมวด 9 มาตรา 66 เน้นเตรียมผู้เรียนให้มีทัศนะ ใช้เครื่องมือเพื่อรับสื่อ

1. แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ เน้นวิธีการ
2. การสอนตามแนวของแลงเคสเตอร์คือ ให้หัวหน้านักเรียนสอนเพื่อนนักเรียนในกลุ่มตน
3. เกณฑ์กำหนดนวกรรม 
   1.) ต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
   2.) มีการนำวิธีจัดระบบมาใช้ (input process output)
   3.) มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างวิจัยว่า"สิ่งใหม่" มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม
   4.) ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน
4. ขอบข่ายเชิงสาระ การจัดระบบ และออกแบบ  พฤติกรรม  วิธีการ  สื่อสาร  สภาพแวดล้อม การจัดการ การประเมิณ 
5. ขอบข่ายเชิงสาระด้านการจัดการทางการศึกษาครอบคลุมเรื่อง การจัดการผู้สอนและผู้เรียน
6. ขอบข่ายแนวลึกเป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในระบบ ระดับชั้น อนุบาล-อุดมศึกษา
7. เทคโนโลยีการศึกษามีบทบาทในฐานะ เครื่องมือนักบริหาร นักวิชาการ นักบริการ
8. ปรัชญาการศึกษากลุ่ม สวภาพนิยม มีสาระสำคัญคือ เน้นความแตกต่างของผู้เรียน
9. การจัดการศึกษาแบบสองทาง ไม่ใช่แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
10.พรบ.การศึกษาแห่งชาติ2542 หมวด 9 มาตรา 64 มุ่งเน้นเรื่อง การพัฒนาสื่อประเภทวัสดุหรือซอร์ฟแวร์ 

 >> อ่านต่อ หน่วยที่ 2 -20301

15 ส.ค. 2555

10151 ไทยศึกษา หน่วยที่7

หน่วยที่7
ภาษาในวิถีชีวิตและสังคมไทย

ตอนที่1 
ความรู้ทั่วไปเรื่องภาษา
1.1 ความหมายของภาษา
ภาษา คือ ระบบการสื่อสารอย่างมีความหมายของมนุษย์ เป็นระบบการสื่อสารด้วยเสียงเป็นสำคัญ
ระบบเสียงของภาษามีดังนี้คือ
(1.) เมื่อนำเสียงต่างๆมารวมกันออกเสียงแต่ละครั้งเรียกว่า - พยางค์
(2.) พยางค์ที่มีความหมายเรียกว่า -คำ
(3.) การนำคำมารวมกันเรียกว่า-กลุ่มคำ
(4.) เมื่อสร้างระบบคำ กลุ่มคำ ตามลักษณะโครงสร้าง สามารถร้อยเรียงเป็นข้อความต่อเนื่องเรีกว่า - ประโยค

มนุษย์สามารถใช้ภาษาในการถ่ายทอด อารมณ์ ความคิด และความรู้ จึงเกิดมีวิทยาการ มีวัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าต่างๆ

1.2 ความสำคัญของภาษา
ภาษานั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคม และ วัฒนธรรมเจริญก้าวหน้า สังคมใดมีระบบการสื่อสารที่ดี ทำให้เกิดความสืบเนื่องทางความคิด ดังนั้นภาษาจึงมีความสำคัญในแง่ประวัติของวัฒนธรรม อารยธรรมมนุษยชาติ เพราะใช้สื่อสารและบันทึก ซึ่งถือว่าสังคมและวัฒนธรรมนั้นเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ เช่นสังคมไทยที่เริ่มบันทึกถ้อยความเป็นหลักฐานตั้งแต่ปี พ.ศ.1826 เป็นต้นมา

1.3 การศึกษาภาษา
เนื่องจากภาษามีความสำคัญ มนุษย์จึงต้องศึกษาภาษาเพื่อให้ใช้ได้อย่างเหมาะสม การศึกษาภาษาแบ่งเป็น 2 แบบคือ
(1.) ศึกษาเพื่อใช้ภาษาให้ถูกต้องและสื่อสารได้ความตามไวยกรณ์หรือหลักภาษา
(2.) ศึกษาเพื่อวิเคราะห์ภาษาทางด้านโครงสร้าง ความเป็นมา ภาษาต่างยุคต่างสมัย ความสำพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมในแขนงอื่นๆ หน้าที่ของภาษาในสังคม

ตอนที่2
ข้อพินิจเกี่ยวแก่ภาษาไทย
2.1 ลักษณะสำคัญของภาษาไทย
(1.) ระบบเสียง
- เสียงแท้ คือเสียงสระเป็นแกนกลางของพยางค์
- เสียงแปร คือเสียงพยัญชนะ เป็นพยัญชนะต้นนำพยางค์ และเป็นตัวสะกดอยู่ท้ายพยางค์ เสียงพยัญชนะต้นนี้อาจจะเป็นพยัญชนะเดี่ยวหรือพยัญชนะประสม (เป็นอักษรนำหรือควบกล้ำ)
- เสียงดนตรี คือเสียงสูง ต่ำ หรือเสียงวรรณยุกต์
(2.) ระบบคำ เป็นคำเดี่ยวๆ เรียกว่าคำมูล และมีวิธีสร้างคำด้วยการซ้ำคำ ซ้อนคำ และ ประสมคำ มีการยืมวิธีการสร้างคำแบบบาลีสันสกฤตคือ การสมาส มาใช้สร้างคำด้วย

ชนิดของคำ ต้องพิจารณาเมื่ออยู่ในกลุ่มคำหรือในประโยค ซึ่งแสดงถึงหน้าที่ของคำ จำแนกด้วยตำแหน่งของคำในประโยคเป็นสำคัญ

เรื่องทางไวยกรณ์อื่นๆ เช่นเรื่องกาล(Tense) มาลา(mood) วาจก (Voice) มักใช้คำประกอบแสดง - กรรมวาจกที่มีกริยาและคำแวดล้อมมักบ่งบอกอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคำว่า "ถูก" หรือ "ได้รับ" มาประกอบ

2.2 ภาษาไทยในแง่มุมต่างๆ
(1.) ภาษากลาง ภาษาราชการ ภาษามาตราฐาน - ภาษากลางคือภาษาที่ใช้สื่อสารกันในประเทศไทย จำเป็นต้องมีมาตราฐานที่รับรู้กันโดยทั่วไปจึงเรียกว่าภาษามาตราฐาน หรือภาษาที่ใช้ในราชการ ซึ่งคนในประเทศต้องเรียนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ให้ได้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการบันทึกความรู้ ประวัติ การสั่งการ การบริหารงาน ซึ่งมีข้อดีคือใช้ศึกษางานต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นเพื่อให้ใช้ให้ถูกต้องเป็นมาตราฐานเพื่อไม่ให้ภาษาเปลี่ยนเร็วเกินไปนัก  และหากภาษามาตราฐานผิดเพี้ยนไปโดยใช่เหตุก็จะกล่าวกันว่านั้นคือภาษาวิบัติ

(2.) ภาษาถิ่น - ภาษากลางของไทยก็คือภาษาถิ่นกรุงเทพฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ต่างจากภาษาถิ่นอื่นๆที่จะรักษาศัพท์และวัฒนธรรมแบบเดิมไว้ได้มากกว่า ดังนั้นภาษาถิ่นจึงใช้ศึกษาข้อมูล ศึกษาวรรณคดี ศึกษาภาษาเชิงประวัติศาสตร์ได้ด้วย

(3.) ภาษากับบทบาททางการเมือง และ การศึกษา - ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติและชาตินิยม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติของตน

ตอนที่ 3 
ภาษากับสังคม
3.1 สังคมภาษา
เราจะพบว่าสังคมมนุษย์ดำรงอยู่เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้เพราะมีการใช้ภาษาร่วมกัน ภาษาเป็นเครื่องเชื่อมโยงให้เข้าใจความคิด ความรู้สึก สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของกลุ่มชนในสังคมเดียวกัน
สังคมมนุษย์เป็นสังคมภาษา ทำให้ซับซ้อนกว่าสังคมของสัตว์ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราว สืบทอดความรู้ ความคิด ภาษาที่มีอยู่ในส่วนต่างๆของสังคมมีประเด็นที่เหมือนกันจึงรวมกันเป็นสังคมใหญ่ แต่ขณะเดียวกันภาษาก็รักษาระดับความต่างของกลุ่มหรือระดับสังคมไว้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นภาษาสังคม

3.2 ภาษาสังคม
สังคมหนึ่งๆมี "ภาษา" ที่มีลักษณะเฉพาะของตน ภาษาที่แต่ละคนใช้อาจจะแตกต่างกันตามอาชีพ ตามท้องถิ่น ตามกลุ่ม ตามสังคม ตามความรู้ ตามวัย เพศ และ การศึกษา

3.3 ภาษาศาสตร์สังคม
การศึกษาภาษาศาสตร์สังคมคือ การศึกษาภาษาในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม รวมไปถึงพฤติกรรมที่แสดงออกทางภาษา พฤติกรรมที่มีต่อภาษาและผู้ใช้ภาษาด้วย แบ่งเป็น 2 แบบด้วยกันคือ
(1.) ภาษาสังคมแนวบรรยาย เป็นการศึกษาเพื่อหาข้อสรุปว่า ภาษาในชุมชนภาษาพูดหรือเขียนกันอย่างไร? คนในชุมชนนั้นมีพฤติกรรมในภาษาอย่างไร?
(2.)ภาษาในเชิงพลวัต เป็นการศึกษาถึงเหตุผลของความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของภาษาในสังคมหนึ่งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บางอย่างในภาษายังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้สังคมจะเปลี่ยนไป เช่น "ตกฟาก" ทั้งที่ปัจจุบันไม่มีฟากแล้ว และคำว่า "เก็บเบี้ยใส่ใต้ถุนร้าน" ทั้งที่ปัจจุบันเราไม่ได้ใช้เบี้ยแล้วเช่นกัน

ตอนที่4
ภาษาในสังคมไทย
4.1 ระดับภาษา
ระดับภาษาคือการใช้ภาษาแสดงฐานะของบุคคล และฐานะความสัมพันธ์กันในสังคม สิ่งที่แสดงถึงระดับภาษาที่ชัดเจนที่สุดได้แก่ราชาศัพท์

4.2 ภาษาเฉพาะกลุ่ม
ภาษาเฉพาะอาชีพ ภาษาเฉพาะกิจ เช่น อาจจะเรียกว่าภาษาหนังสือพิมพ์ ภาษาโฆษณาหรือภาษาที่ใช้ทางวิชาการต่างๆ

4.3 การเปลี่ยนแปลงของภาษา
ภาษาเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงของภาษาไปตามลักษณะสังคม - ค่านิยม 
เมื่อสังคมเปลี่ยนภาษาก็จะเปลี่ยนตาม ดังเช่นเราจะพบว่า เดิมคนไทยมีสังคมเกษตรกรรมแต่เปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เกิดสังคมเมือง สังคมชนบท ภาษาก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน บางคำก็ยังเหลืออยู่ บางคำก็เลิกใช้แล้ว เช่น ทุ่ม-โมง

ปัจจัยที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนเช่น
- การอพยพของแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมืองหลวง อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สำเนียงกรุงเทพเปลี่ยนไป
- ภาษาต่างประเทศที่เข้ามาในภาษาไทย ทำให้เกิดคำใหม่ขึ้นเช่น บาลี-สันสกฤต เขมร จีน อังกฤษ

4.4 การอ่านออกเขียนได้
การอ่านออกเขียนได้ทำให้สังคมเจริญได้เร็ว มั่นคง และเจริญได้ในวงกว้าง เพราะการถ่ายทอดความคิดความอ่านวิทยาการ สามารถทำได้เร็ว กระจายได้สะดวก มีหลักฐานอ้างอิง ค้นคว้าได้

4.5 ภาษาวิบัติ 
ภาษานั้นเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เมื่อมีผู้ใช้ก็จะถือว่าเป็นภาษา ในทางภาษาศาสตร์ไม่คำนึงว่าภาษานั้นจะถูกหรือไม่แค่มีผู้ใช้ก็ถือว่าเป็นภาษาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นภาษามาตราฐาน ก็จะต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์มิฉะนั้นก็จะเกิดลักษณะที่เรียกว่า ภาษาวิบัติ

ภาษาวิบัติ คือ ภาษาที่เสียสมบัติไป เสียลักษณะพิเศษของภาษานั้นๆ เสียถ้อยคำสำนวนที่ดี ทำให้ภาษาจนลง นั่นคือภาษาที่ใช้นั้นอาจจะใช้ผิด เมื่อใช้ผิดภาษาก็วิบัติไป

อย่างไรก็ตามลักษณะของภาษาไทยนั้นเป็นภาษาที่ใช้การเรียงร้อยถ้อยคำเป็นวิธีการสำคัญในการสื่อความหมาย และมีลักษณะเฉพาะหลายอย่าง แต่เดิมภาษาไทยไม่ค่อยใช่บุพบทมากหรือพร่ำเพรื่อเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ เช่น "นอนเตียง" ก็เพียงพอที่จะเข้าใจโดยไม่ต้องใช้คำว่า "นอนบนเตียง" หรือการสลับที่คำขยาย เช่น "ง่ายต่อการติดตั้ง" เพียงกล่าวว่า "ติดตั้งง่าย" ก็พอแล้ว

ดังนั้นในเรื่องของภาษา เราต้องดูให้รู็ให้เข้าใจใช้ภาษาให้ถูกต้องและรู้ถึงอิทธิพลของภาษาว่า การใช้ภาษาที่ผิดๆนั้นอาจจะทำให้การสื่อสารผิดไปได้ เราจะพบว่าภาษามีอำนาจทำให้เกิดผลต่อสังคมได้ ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงการใช้ภาษาให้ถูกต้องและเข้าใจธรรมดาธรรมชาติของภาษา

Credit By PuPaKae @ 10151 ไทยศึกษา (ถอดคำบรรยาย)

14 ส.ค. 2555

10151 ไทยศึกษา หน่วยที่6

หน่วยที่ 6 
ความเชื่อและศาสนากับสังคมไทย

ตอนที่ 1 
ข้อพินิจเบื้องต้นเรื่องความเชื่อและศาสนา

1.1 ความเชื่อและศาสนาในแง่วัฒนธรรม
ความเชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เมื่อก่อตัวเป็นระบบก็มักเรียกว่าศาสนา ความเชื่อและศาสนาเชื่อมโยงสถาบันทางการปกครอง เศรษฐกิจ และ สังคม ความเชื่อและศาสนาจึงเป็นสถาบันหลักทางวัฒนธรรมความเจริญของสังคม

1.2 ความเชื่อ ศาสนา ลัทธิ ปรัชญา
(1.) ความเชื่อ หมายถึง การไว้วางใจกัน การเชื่อถือ การนับถือ
(2.) ศาสนา แปลตามศัพท์ว่า คำสอน การสอนก็นับเป็นระบบความเชื่ออย่างหนึ่ง
(3.) ลัทธิ หมายถึงสิ่งที่รับมานับถือ
(4.) ปรัชญา หมายถึง หลักแห่งความรู้และความจริง

1.3 ทฤษฎีเกี่ยวแก่กำเนิดศาสนา
ทฤษฎีเรื่องกำเนิดศาสนามีมากมายพอสรุปได้ว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ พวกหนึ่งว่าเกิดเพราะความกลัวทำให้มนุษย์คิดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพระผู้เป็นเจ้า อีกพวกหนึ่งไม่ค่อยใส่ใจเรื่องกำเนิดศาสนา แต่ดูบทบาทของศาสนาในสังคมเป็นเรื่องสำคัญ 

1.4 ระบบสำคัญต่างๆของศาสนา
ระบบความเชื่อของศาสนานี้มีระบบย่อย เช่น เรื่องปรัมปราคติ เรื่องจักรวาลวิทยา ระบบจริยธรรมศีลธรรม ระบบเรื่องการบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุด ระบบพิธีกรรมและระบบความคิดปรัชญา ระบบต่างๆเหล่านี้เมื่อซับซ้อนขึ้นต้องมีการบันทึกเป็นคัมภีร์ มีการศึกษา จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญสืบทอดเป็นครูสอนศาสนา หรือนักบวชแบบต่างๆเพื่อศึกษา สั่งสอน ประกอบพิธีกรรม

1.5 ศาสนากับสังคม
โดยเหตุที่ศาสนาเป็นเรื่องของพฤติกรรม ความเชื่อ ความคิด ความเห็นของมนุษย์ในสังคม การศึกษาศาสนาจึงทำให้เข้าใจพฤติกรรมของสังคมและการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ศาสนาเกิดในสังคมและกำกับพฤติกรรมสังคมในแนวเดียวกันตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ไปถึงระดับประเทศ ศาสนาเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การควบคุมคนผ่านทางความเชื่อ ความขัดแย้งในทางความเชื่อของศาสนาและความเชื่อที่ต่างกันมักก่อเกิดการปะทะกัน บางครั้งลุกลามเป็นสงครามได้

เมื่อศาสนาสำคัญเช่นนี้จึงเกิดการศึกษาเรื่องราวของศาสนาอย่างเป็นระบบระเบียบทางวิชาการ เรียกว่า ศาสนศึกษา ศึกษาศาสนาตั้งแต่เรื่องคำสอน ศีลธรรม จริยธรรมโลกทัศน์ จักรวาลวิทยา ปรัชญา พิธีกรรม รวมไปถึงส่วนที่เป็นประวัติ พัฒนาการและความสัมพันธ์กับระบบอื่นๆในสังคม

ตอนที่ 2
ลักษณะและความเชื่อในสังคมไทย
2.1 ความเชื่อดั้งเดิม
ความเชื่อดั้งเดิมของไทยเชื่อเรื่องผีสางเทวดา เป็นความเชื่อทั่วไปที่พบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทรกซึมอยู่ในเรื่องต่างๆ เช่น ประเพณีการเกิด การตาย การดำเนินชีวิต การศึกสงคราม เชื่อกันว่าหากปรนนิบัติบูชาผีสางเทวดาถูกต้องจะมีอำนาจป้องกันภัยและบันดาลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จดังปรารถนา

ความเชื่อเกี่ยวกับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีิอิทธิพลต่อสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดความสงบเรียบร้อยของสังคม เมื่อบัญญัติกฎหมายการทำผิดก็เรียกว่าผิดผี กระบวนการทางกฎหมายสมัยก่อนมีเรื่องการดำน้ำลุยเพลิง พิสูจน์ความจริงความเท็จซึ่งมาจากแนวคิดเรื่องผีสางเทวดาเป็นสำคัญ

นอกจากนี้คนไทยยังมีคติเรื่อง ขวัญ การนับถือผีบรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องข้าว บนพื้นฐานวัฒนธรรมการเกษตร รวมทั้งความเชื่อเรื่องโลก-จักรวาล และการกำเนิดคน-สัตว์ด้วย

2.2 ศาสนาที่มาจากอินเดียและศาสนาอื่นๆ
- ศาสนาที่มาจากอินเดีย เมื่อเข้าสู่ยุคการนับถือศาสนา เริ่มแรกคงจะเป็นการติดต่อทางการค้ากับอินเดียที่ทำให้คนไทยได้รับศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและแทรกซึมอยู่ในทุกระบบสังคม เนื่องจากทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ เข้ากันได้กับความเชื่อดั้งเดิมและเอื้ออำนวยต่อการประกอบกิจกรรม ทั้งในกลุ่มชุมชนชั้นสูงและสามัญชน

- ศาสนาอื่นๆ 
(1.) ศาสนาอิสลาม ที่มีหลักโดยรวมของสังคมเท่าเทียมกัน ศาสนิกของศาสนี้จะรวมกันเป็นระบบระเบียบ
(2.) คริสตศาสนา ทั้งนิกายโรมันคาทอลิก ทั้งกลุ่มโปรแตสเตนท์ (คริสเตียน) ได้เผยแพร่ศาสนาพร้อมๆกับการนำความรู้และวิทยาการต่างๆ เช่น การพิมพ์ การแพทย์ และการศึกษา เข้ามาสู่สังคมไทย
(3.) ศาสนาสิกข์ เป็นกระแสใหม่ทางศาสนาของชาวอินเดียที่เข้ามาพร้อมกับพ่อค้าชาวอินเดียรุ่น่หลัง
(4.) ศาสนาฮินดู เป็นแขนงสาขาความคิดของศาสนาพราหมณ์

2.3 ลักษณะการนับถือศาสนาในสังคมไทย
สังคมที่มีหลายศาสนาอาจเกิดความขัดแย้งกันแต่ลักษณะการนับถือศาสนาในสังคมไทยถือว่าศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ทำความดี มักเลือกนับถือเพื่อใช้ให้ต้องตามจุดประสงค์สำคัญมีความยืดหยุ่นทางความเชื่อ  คนไทยจึงยอมรับความเชื่อหรือศาสนาอื่นๆได้มาก เรียกว่า มีขันติธรรมทางศาสนา

2.4 สังคมไทยในฐานะเป็นสังคมพุทธศาสนา
แนวคิดสำคัญในพุทธศาสนาแบบไทยคือ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และ เรื่องกรรม นอกจากนี้ยังมีเรื่องบาปบุญคุณโทา เรื่องบารมี และ เรื่องการอุทิศส่วนบุญกุศล

ความเชื่อและศาสนาสนองความต้องการพื้นฐานของคนในสังคมแบบอื่นๆดังนี้คือ
(1.) เป็นระบบประกันภัย ทั้งโลกนี้และโลกหน้าเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือความไม่แน่นอนก็มักจะยึดสิ่งที่คิดว่า "ศักดิ์สิทธิ์" เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างไม่จำกัด
(2.) เป็นระบบการสั่งสม เป็นการทำบุญสั่งสมทั้งเพื่อผลในภายภาคหน้าและที่ไม่หวังผล
(3.) เป็นระบบการส่งหรือการนำบุญกุศลไปสู่ผู้อื่นหรือภพอื่นๆ เปรียบได้กับไปรษณีย์ คือการทำบุญเก็บไว้ใช้ชาติหน้าหรืออุทิศให้ผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการอุทิศอาหาร ข้าวของถวายพระภิกษุ สร้างศาสนาสถาน ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับสิ่งนั้น หรือไม่ก็เก็บไว้สำหรับตนเองก็ได้เช่นกัน

วัดจึงเป็นแหล่งเชื่อมโยงทางจิตใจนอกเหนือจากหน้าที่ในสังคม หน้าที่สำคัญที่สุดคือเป็นโรงเรียนสอนวิชาหนังสือ เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงวิชาชั้นสูง ได้แก่วิชาคาถาอาคม การก่อสร้าง การช่าง งานศิลปะ วัดยังทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ โรงพยาบาลโรคจิต และโรงเลี้ยงคนชราและเด็กกำพร้าด้วย

ตอนที่ 3
ความเชื่อและศาสนาในวัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ
3.1 การปกครองและกฎหมาย 
ตามความคิดดั้งเดิมด้านการปกครองของไทย พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นศูนย์กลางของอำนาจทั้งทางโลกและทางธรรม ตามคติพราหมณ์ยกย่องพระเจ้าแผ่นดินเป็น "เทพเจ้า" ตามคติพุทธศาสนาทรงเป็น "ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุโพธิญาณ" ทรงเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างทางศีลธรรม เป็น "ธรรมราชา" ผู้ปกครองโดยธรรมเพื่อความผาสุกโดยรวม

ในด้านกฎหมาย ก่อนยุคสมัยใหม่ได้ใช้หลักธรรมทางด้านศาสนาในการกำหนดบทบัญญัติหรือการพิจารณาพิพากษาคดีความ

3.2 การศึกษา
ในสมัยจารีตนั้น วัด มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางการศึกษา เป็นโรงเรียนสอนวิชาการต่างๆ แม้ว่าปัจจุบันการศึกษาจะแยกออกจากวัด แต่วัดก็ยังมีส่วนสร้างประโยชน์แก่ชุมชนเช่นกัน

3.3 ภาษา วรรณคดี และ ศิลปะแขนงต่างๆ
เมื่อสังคมไทยรับนับถือพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ เราก็รับวิชาความรู้และคำศัพท์ภาษาบาลี-สันสกฤต เข้ามาในภาษาไทยด้วย ทำให้เรามีคำศัพท์ใช้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลด้านวรรณคดี เรื่องราวที่แต่งเป็นวรรณคดีไทยส่วนใหญ่ มาจากพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ เช่น รามเกียรติ์ ชาดกต่างๆ รวมทั้งคติความเชื่อที่ปรากฏในวรรณคดีก็แสดงแนวคิดในศาสนาด้วยเช่นกัน ความเชื่อและศาสนายังก่อเกิดศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป์ ดนตรี

ตอนที่ 4
สภาพความคิดความเชื่อและศาสนาในปัจจุบัน
4.1 ศาสนากับการเมืองการปกครอง
ความเชื่อดั้งเดิม ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมไทยจึงไม่มีเหตุขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง แต่เมื่อมีแนวคิดใหม่ที่แสดงความเชื่อของตนให้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดการใช้วัฒนธรรมเหล่านั้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม จึงมีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านกระแสเหล่านั้น ทำให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นไปจนถึงการไม่ยอมรับการปกครองจากศาสนิกต่างชาติ เรื่องศาสนากับการปกครองจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

4.2 ศาสนากับความคิดเรื่องมนุษยธรรม
ศาสนาเกี่ยวเนื่องกับความคิดเรื่องมนุษยธรรมในขณะที่สังคมไทยยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม เกิดปัญหาสังคมเมืองใหญ่ตามมา ศาสนาซึ่งเดิมมีส่วนช่วยผดุงมนุษยธรรมในสังคมอยู่แล้วแต่อาจไม่เป็นระบบหรืออาจเป็นระบบที่ไม่เข้ากับปัญา ต้องพยายามปรับตัวและมองปัญหาให้ถูกต้อง เพราะศาสนามีศักย๓าพที่จะทำงานด้านนี้เป็นอย่างดี

4.3 พุทธศาสนาในปัจจุบัน
สภาพการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสังคมโดยเฉพาะเมืองใหญ่ พุทธศาสนาถูกมองว่าไม่สนองตอบต่อสังคม พระภิกษุประพฤติย่อหย่อนจึงดูเหมือนว่าพุทธศาสนามีหน้าที่หลังทางพิธีกรรมเท่านั้น สถาณการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความพยายามปรับปรุงพระพุทธศาสนาในหลายด้าน

4.4 ศาสนาใหม่ในสังคมไทย
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้คนเสาะแสวงหาที่พึ่งใหม่ๆ เกิดเป็นความเชื่อศาสนาแนวใหม่ในศาสนาเดิมหรือเกิดศาสนาใหม่โดยมากเกี่ยวแก่การรักษาโรคร้าย แต่บางครั้งแนวคิดใหม่นี้ก็เป็นการก่อให้คนลุ่มหลงได้ อย่างไรก็ตามคราวใดที่เกิดปัญหาในสังคมพุทธศาสนาก็เป็นแหล่งพึ่งพิงที่คนมุ่งเสาะแสวงหาจากหลักธรรมอยู่ แสดงว่าพุทธศาสนายังเป็นกลจักสำคัญในสังคมไทย

Credit By PuPaKae @ 10151 ไทยศึกษา (ถอดคำบรรยาย)

9 ส.ค. 2555

10151 ไทยศึกษา หน่วยที่5

หน่วยที่ 5
เทคโนโลยีไทย

ตอนที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา มนุษย์เริ่มต้นเรียนรู้จากธรรมชาติ รู้จักใช้ความคิดและสร้างสรรค์ความรู้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เรียกว่า ธรรมชาติวิทยา และใช้ความรู้นั้นนมาสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบกิจกรรมต่างๆและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน สังคม เมื่อมนุษย์สามารถพัฒนาความรู้ในยุควิทยาศาสตร์โดยเริ่มจากประเทศตะวันตก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาแทนที่ธรรมชาติวิทยา ทำให้มนุษย์สามารถสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

1.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเทคโนโลยี
เทคโนโลยี หรือ เทคนิควิทยา หรือ ประยุกตวิทยา คือการนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาต่อเนื่องถึงวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นวิธีปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในการปรับสภาพธรรมชาติที่เป็นอยู่ เพื่อให้การดำรงชีวิตง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น 
การสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีมีตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงการสร้างสรรค์เทคโนโลยีในระดับซับซ้อนยิ่งขึ้นตามความต้องการและความก้าวหน้าทางความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของสังคมนั้นๆด้วย เทคโนโลยีแบ่งกว้างๆได้เป็นเทคโนโลยีเหมาะสม และ เทคโนโลยีก้าวหน้า ที่พัฒนาต่อเนื่องไปในระดับสูง

ตอนที่ 2 
บทบาทและความสำคัญของเทคโนโลยีในสังคมไทย
2.1 เทคโนโลยีในสมัยสังคมไทยจารีต
เทคโนโลยีระดับพื้นฐานในสมัยสังคมจารีตของไทย ช่วยแก้ปัญหาความต้องการปัจจัยพื้นฐานก่อให้เกิดประโยชน์สุขในการดำรงชีวิต

2.2 การรับเทคโนโลยีตะวันตก
ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในประเทศตะวันตกก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง การติดต่อกับประเทศตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นทำให้สังคมไทยได้สัมผัสวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สำคัญได้แก่แพทย์ตะวันตก และ เทคโนโลยรการพิมพ์

สังคมไทยเปิดรับเทคโนโลยีตะวันตกเพื่อประโยชน์ด้านการค้า สาธารณูปโภค การคมนาคม และการผลิตบุคคลากรที่มีความรู้สนองต่อความต้องการของประเทศ ในที่สุดเทคโนโลยีดั้งเดิมของไทยในสมัยสังคมจารีตถูกทอดทิ้งไป ทำให้การสืบทอดและการพัฒนาหยุดชะงัก ภูมิปัญญาไทยถูกละเลยอย่างน่าเสียดายและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

2.3 เทคโนโลยีสมัยใหม่ในสังคมไทย
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก่อให้เกิดความรู็ในระดับลึกหลายด้าน ความรู้เหล่านี้ได้นำไปประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องจักรกล และการสร้างสรรค์การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เป็นจุดเด่นของความเจริญก้าวหน้าในสังคมปัจจุบัน
เทคโนโลยีสมัยใหม่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของสังคมในปัจจุบัน สังคมไทยโดยเฉพาะสังคมเมืองใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่โดยไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยี แม้จะมีความพยายามส่งเสริมการเรียนรู้และการค้นคว้าวิจัยเพื่อรองรับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก็ยังต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับที่สูงมาก จนเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่เจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคง
นอกจากนี้ผลจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีทั้งด้านสร้างสรรค์และทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก่อเกิดปัญหาที่ยากจะแก้ไขตามมา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นเสมือนดาบสองคมที่ต้องเลือกใช้อย่างระวัง ด้วยเหตุนี้การเลือกศึกษาเทคโนโลยีพื้นบ้านเด่นๆของไทยเพื่อพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะทำให้เราพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีมากขึ้นและทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตอนที่3 
เทคโนโลยีเด่นในวิถีชีวิตไทย
เทคโนโลยีส่วนใหญ่ของไทยสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดประสปการณ์ความรู้ตั้งแต่ยุคสังคมจารีต เทคโนโลยีเด่นที่พอจะยกขึ้นเป็นตัวอย่างมีดังนี้

3.1 เทคโนโลยีการเกษตร
การเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน มีการใช้เทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ในท้องถิ่นซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและแรงงานที่มีอยู่ เมื่อผลผลิตทางการเกษตรกลายเป็นสินค้าด้านอุตสาหกรรมอาหาร และมีความต้องการในปริมาณที่สูงขึ้นจึงนำเทคโนโลยีก้าวหน้ามาใช้ ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียโดยรวม
เทคโนโลยีการเกษตรที่สำคัญในสังคมไทยได้แก่ เทคโนโลยีการทำนา เทคโนโลยีประมง

การทำนาในยุคสมัยก่อนเทคโนโลยีเครื่องจักรกลอาศัยความรู้ภูมิปัญญาไทยสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เหมาะสมจากพลังงานธรรมชาติและคิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆเป็นหลัก

การตั้งถิ่นฐานบริเวณใกล้แหล่งน้ำ ก่อเกิดความเข้าใจในสภาพพื้นที่และธรรมชาติของสัตว์น้ำ คนไทยปรับประยุกตฺใช้เทคโนโลยีการประมงอย่างหลากหลาย เช่น การวางโป๊ะ โพงพาง การใช้ลอบ ไซ ยอ การวางเบ็ดเป็นต้น รู้จักปรับสภาพพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา วิทยาการต่างๆก้าวหน้ารวดเร็วมากจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนพร้อมกับการรักษาธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบนิเวศน์ จะเป็นแนวทางพัฒนาที่ยังประโยชน์แก่ประเทศและสังคมโดยรวม

3.2 เทคโนโลยีเภสัชกรรม
โรคภัยไข้เจ็บเป็นปัญหาที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญ เภสัชกรรมไทยนับเป็นความรู้และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการดูแลรักษาและบรรเทาโรค แม้ว่าสมัยหนึ่งความรู้ทางด้านนี้จะชะงักการพัฒนาไป แต่ปัจจุบันได้มีกาศึกษาค้นคว้าใหม่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีเภสัชกรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์และนำมาเป็นตัวเลือกหนึ่งในการรักษาพยาบาล ความรู้ด้านเภสัชกรรมในสังคมไทยเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเนิ่นนาน ดังนี้

(1.) ความรู้และทฤษฎีด้านเภสัชกรรมไทย เป็นความรู้จากการสังเกตสรรพคุณและเลือกใช้สมุนไพรปรุงยา มีหลักสำคัญประกอบด้วย เภสัชวัตถุ สรรพคุณวัตถุ คณาเภสัช และ เภสัชกรรม

(2.) ความรู้เกี่ยวกับชนิดและลักษณะสมุนไพร ทั้งจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ

(3.) ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปรุงยา เริ่มจากการเลือกยา ขนาดปริมาณ การแปรสภาพ การผสมยา และจัดเก็บเมื่อปรุงเสร็จแล้ว เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย การประยุกต์พัฒนาภูมิปัญญาไทยด้านเภสัชกรรมหยุดชะงักไปในช่วงเวลาหนึ่ง การรักษาพยาบาลและการซื้อยาจากต่างประเทศทำให้เราเสียเงินจำนวนมากและต้องพึ่งพาต่างชาติ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันจึงมีการประยุกต์พัฒนาประโยชน์จากสมุนไพรไทยทำให้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมามีพลวัตต่อการใช้ประโยชน์ ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

3.3 เทคโนโลยีชลประทาน
ในบางพื้นที่ของประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมการเกษตร การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีชลประทาน ทั้งในระบบท้องถิ่น โดยชุมชนและการจัดการโดยรัฐแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรื่องน้ำในสังคมไทย คนไทยสามารถวางแผนจัดระบบชลประทานในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำ โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์และลักษณะการไหลการระบายน้ำ นับเป็นเทคโนโลยีวิถีชีวิตไทยที่โดดเด่นมายาวนาน

ระบบชลประทานยุคแรกของไทย พบในบริเวณเมืองโบราณหลายแห่ง มีทั้งการทำแนวคันดินเพื่อกำหนดทิศทางของน้ำ การทำเหมืองฝายสำหรับเก็บกักน้ำ อาศัยความรู้และเทคโนโลยีชลประทานที่สะท้อนถึงการสั่งสมภูมิปัญญาไทย

ฝาย หรือ เหมืองฝาย เป็นการก่อสร้างทำนบขวางลำน้ำเพื่อกั้นน้ำให้มีระดับสูงพอที่จะไหลเข้าลำเหมืองหรือคลองส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ต้องการ และให้น้ำที่เหลือล้นข้ามสันฝายต่อไปในลำน้ำเดิมได้

การจัดการเหมืองฝายยังเป็นการวางระบบดูแลการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันทั้งในชุมชนและระหว่างชุมชนที่อยู่บนเส้นทางน้ำเดียวกัน ชาวบ้านจะเลือกผู้นำท้องถิ่นทำหน้าที่ "แก่เหมือง" หรือ "แก่ฝาย" ดูแลลำเหมืองและฝายควบคุมการจัดสันปันน้ำและแก้ปัญหากรณีมีข้อพิพาทเรื่องน้ำ

เขื่อนระบายน้ำ เป็นเทคโนโลยีชลประทานสมัยใหม่ที่มีลักษณะคงทนถาวรเกือบทั้งหมดลงทุนจัดการโดยรัฐ

3.4 เทคโนโลยีการหล่อโลหะ
การค้นพบเครื่องมือโลหะที่มีอายุกว่าห้าพันปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีการหล่อโลหะ ทั้งการค้นพบแหล่งแร่ การถลุงแร่ ความรู้ในการใช้อุณหภูมิที่สูงในการหลอมและการนำมาผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ คนไทยได้พัฒนาความรู้ด้านนี้สร้างสรรค์เป็นงานโลหะขนาดใหญ่จนเป็นภูมิปัญญาเด่นของไทย
มนุษย์ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันได้พัฒนาการใช้เครื่องมือจากยุคหินมาถึงยุคโลหะเป็นลำดับ การทำเครื่องมือโลหะนับเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญ โดยเริ่มจากการใช้ทองแดงที่ต่อเนื่องมาเป็นการใช้โลหะผสมระหว่างทางแดงกับดีบุก คือ สำริด แล้วรู้จักการใช้เหล็ก รู้จักคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศิลปกรรม ศาสนา เป็นต้น
เทคโนโลยีด้านหล่อโลหะที่โดดเด่นของไทยคือ การหล่อประติมากรรมโลหะ ที่นับเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีโลหะวิทยาในระดับสูงด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อมาถึงสมัยสุโขทัยจึงปรากฏงานหล่อโลหะเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่จัดเป็นยุคทองของการหล่อประติมากรรม
ความรู้ในการหล่อโลหะเป็นประติมากรรมในปัจจุบันได้มีการปรับประยุกต์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เทคโนโลยีการหล่อโลหะจึงเป็นภูมิปัญญาไทยที่ได้สืบทอดให้เห็นประจักษ์และเป็นที่ยอมรับทั่วกันมาจนถึงทุกวันนี้

Credit By PuPaKae @ 10151 ไทยศึกษา (ถอดคำบรรยาย)

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ผู้ให้ข้อมูลร่วมกัน