19 ก.พ. 2556

26406 การพัฒนาและการใช้สื่อ กศน หน่วยที่3

หน่วยที่ 3 การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อเพื่อกิจกรรมการศึกษานอกระบบ

3.1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการและการประสานงานการใช้สื่การศึกษานอกระบบ
3.2 การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบในส่วนกลาง
3.3 การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบในส่วนท้องถิ่น

3.1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการและการประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ

1. การจัดการเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ
การจัดการเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ เป็นการจัดระบบพัฒนาและใช้สื่อที่ต้องอาศัย บุคคล วัสดุอุปกรณ์ องค์กร ของหน่วยงานหลายๆฝ่ายร่วมกันดำเนินงานในทุกระดับจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น
การจัดการจะประกอบไปด้วยการจัดตั้งองค์กร การจัดทำแผนและกำหนดแนวทาง การกำกับและควบคุมการจัดการที่ดีจะช่วยทำให้การใช้สื่อและการรับบริการสื่อของกลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบที่สำคัญในการจัดการเพื่อใช้สื่อสำหรับการศึกษานอกระบบ
กระบวนการจัดการสื่อเพื่อการศึกษานอกระบบที่สำคัญจะต้องคำนึงถึง
1) การจัดตั้งองค์กร
2) การจัดทำแผนและการกำหนดแนวทาง
3) การกำกับและควบคุม
ตัวอย่างการจัดการเพื่อการใช้สื่อสำหรับการศึกษานอกระบบคือ โครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดการด้านบริหาร และการดำเนินงานทั้งในระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อให้การเผยแพร่สื่อที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และหนังสืออ่านประกอบเข้าถึงตัวผู้เรียนได้อย่างทันเวลา ซึ่งทำให้ไทยได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ว่าเป็น)ระเทศหนึ่งที่สามารถลดอัตราความไม่รู้หนังสือของพลเมืองได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ผ่านมา

2. การประสานงานเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ
การประสานงานเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ เป็นการร่วมแรงร่วมใจของบุคคลและหน่วยงานในการพัฒนาและใช้สื่อเพื่อการกระจายและเผยแพร่สื่อที่มีอยู่ไปให้ถึงแหล่งและกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการ
การประสานงานแบ่งออกเป็น การประสานงานภายในหน่วยงาน การประสานงานภายนอกหน่วยงาน และการประสานงานกับกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการ
การประสานงานการใช้สื่อที่มีอย่างคุ้มค่า สามารถกระจายไปได้ครอบคลุมพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายในส่วนของการประสานงานกับกลุ่มเป้าหมายจะทำให้ทราบข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำมาปรับและพัฒนาสื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้รับบริการอีกด้วย
การประสานงานเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ
1) การประสานงานภายในหน่วยงาน เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันช่วยพัฒนาและใช้สื่เพื่อการศึกษานอกระบบต่อกลุ่มเป้าหมาย ในแต่ลฝ่าขององค์กรที่อยู่ในหน่วยงานระดับ กรม กอง และสำนักงานของตนเอง
2) การประสานงานภายนอกหน่วยงานมีลักษระคล้ายข้อ 1 แต่เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายนอกสำนักงาน กรม สมาคม มูลนิธิ โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะให้บริการสื่อกับผู้รับบริการกลุ่มเดียวกัน
3) การประสานงานกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นการประสานระหว่างผู้ให้กับผู้รับ ผู้ให้ได้แก่ กลุ่มผู้พัฒนาและเผยแพร่สื่อ ส่วนผู้รับเป็นผู้ใช้สื่อนั้นโดยตรง เพื่อให้มีการปรับปรุงและพัฒนาสื่อตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการมากที่สุด

3. การกระจายและเผยแพร่สื่อ และการหมุนเวียนสื่อการศึกษานอกระบบ
การกระจาย เผยแพร่และหมุนเวียนสื่อ เป็นการจัดระบบการนำส่งสื่อที่ผลิตและพัฒนาขึ้นแล้วไปให้ถึงแหล่งผู้ใช้และผู้รับบริการซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ทั้งในชุมชนและชนบทที่ห่างไกล การกระจายและเผยแพร่สื่อเป็นการส่งสื่อต่อกันไปในระดับล่างลงไป ส่วนการหมุนเวียนสื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสื่อที่ใช้แล้วเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายอื่นได้มีโอกาสใช้บ้าง
อธิบายการกระจายและเผยแพร่สื่อและหมุนเวียนสื่อสำหรับการศึกษานอกระบบพร้อมตัวอย่าง
1) การกระจายและเผยแพร่สื่อ เป็นการจัดระบบการส่งสื่อทุกประเภท ทุกชนิดที่ได้มีการผลิตและพัฒนาแล้วไปให้ถึงกลุ่มเป็ษหมายผู้รับบริการ สื่อส่วนใหญ่มักจัดทำในส่วนกลางหรือระดับภาคและเขตการศึกษา ดังนั้น จึงต้องมีการวางระบบการจัดส่งสื่อไปให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด
การกระจายและเผยแพร่สื่อที่ผลิตและพัฒนาแล้วจะอาศัยช่องทางและองค์กรที่มีอยู่ในทุกระดับ และสามารถดำเนินการในรูปของการค้าได้อีกด้วย
ตัวอย่างการเผยแพร่สื่อที่มีอยู่ ได้แก่ การจัดส่งสื่อทางพัสดุไปรษณีย์ การจัดส่งสื่อผ่านทางหน่วยงานที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ห้องสมุดประชาชน ศูนย์การเรียน หน่วยการศึกษาประชาชนในพื้นที่
2) การหมุนเวียนสื่อ เป็ฯการกระจายและเผยแพร่สื่อที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อผลัดเปลี่ยนและหมุนเวียนให้กับผู้รับบริการที่กระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น การหมุนเวียนหนังสือระหว่างห้องสมุดประชาชน และที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน การหมุนเวียนสื่อโสตทัศน์ที่เป็นตัวเทป ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อจัดสื่อบริการให้กับประชาชนโดยตรง

3.2 การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบในส่วนกลาง

1. หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อในส่วนกลาง
หน่วยงานและองค์กรที่จัดการศึกษานอกระบบมีด้วยกัน 10 กระทรวง 43 กรม องค์กรต่างๆมีทั้งที่เป็นของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่เป็นสมาคม มูลนิธิ ในแต่ละหน่วยงานมีกิจกรรมและโครงการทั้งที่จัดให้กลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ หรือจัดเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ในลักษณะฝึกอบรมให้ข่าวสารข้อมูล และฝึกทักษาอาชีพ ในทุกหน่วยงานที่มีการจัดการศึกษานอกระบบ จะมีการใช้สื่อต่างๆตามลักษณะประเภทของกิจกรรม
หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานอกระบบในส่วนกลาง
1) กระทรวงมหาดไทย
2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3) กระทรวงสาธารณสุข
4) กระทรวงศึกษาธิการ
5) สำนักนายกรัฐมนตรี
6) กระทรวงอุตสาหกรรม
7) กระทรวงยุติธรรม
8) กระทรวงคมนาคม
9) กระทรวงกลาโหม
10) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
11) สำนักกรุงเทพมหานคร
12) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

2. การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อของหน่วยงานต่างๆในส่วนกลาง
การพัฒนาและการใช้สื่อส่วนกลาง มีการจัดการและการประสานงานโดยอาศัยหน่วยงานและองค์กรต่างๆร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม หรือจัดตั้งองค์กรในรูปแบบคณะกรรมการและคณะทำงานที่มีผู้แทนของแต่ละหน่วยงานร่วมเป็นคณะกรรมการ
การจัดการและการประสานงานแบ่งเป็น การจัดการและการประสานงานภายในหน่วยงาน การจัดการและการประสานงานภายนอกหน่วยงาน
1) การจัดการและประสานงานภายในหน่วยงาน เป็นการจัดการและประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในสำนักงาน กรม กระทรวง หรือทบวงด้วยกันเอง การจัดการจะอาศัยองค์กรในระบบราชการตามสายงานในหน่วยงานหรือแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อดำเนินการทั้งการผลิต พัฒนาและใช้สื่อในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง
2) การจัดการและการประสานงานนอกหน่วยงาน เป็นการจัดการและประสานงานการใช้สื่อที่อยู่ต่างหน่วยงานหรือต่างกระทรวงกันออกไป การจัดการและประสานงานส่วนใหญ่จะดำเนินงานในลักษณะคณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในโครงการใดโครงการหนึ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งที่อยู่ในภาครัฐและเอกชน

3. กรณีตัวอย่างการจัดการและประสานงานการใช้สื่อในส่วนกลาง
กรณีตัวอย่างการจัดการและการประสานงานการจัดสื่อการศึกษานอกระบบมีทั้งการประสานงานภายในและภายนอกหน่วยงาน การจัดการและการประสานงายภายในจะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นแกนกลาง หน่วยงานอื่นจะมีบทบาทและหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตและใช้แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ซ้ำกัน เป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมได้ครบทุกด้าน ส่วนการจัดการและการประสานงานภายนอกหน่วยงานระดับ กระทรวง กรม สมาคม และมูลนิธิต่างๆ จะดำเนินงานในรูปของคณะกรรมการ และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจกรรมเป็นฝ่ายจัดการประสานในภาพรวม
ลักษณะการจัดการและประสานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบจากกรณีตัวอย่างหรือยกสถานการณ์อื่นที่ใกล้เคียง
การจัดการและประสานงานการใช้สื่อมีทั้งส่วนที่เป็นการจัดการและประสานงานภายในหน่วยงานและการจัดการและประสานงานภายนอกหน่วยงาน
"การจัดศูนย์การเรียนและเครือข่ายการเรียนรู้" จากกรณีตัวอย่าง เป็นการจัดการและประสานงานภายในหน่วยงานระดับกรม มีกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ โดยมีหน่วยงานกลางได้แก่ กองปฏิบัติการ และสำนักงานเลขานุการกรมเป็นหน่วยประสานและจัดส่งสื่อที่พัฒนาและผลิตแล้วจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคและผู้รับบริการในท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้าน
ส่วนกรณีตัวอย่าง "โครงการรณรงค์เพื่อรู้หนังสือแห่งชาติ" เป็นการจัดการและประสานงานภายนอกหน่วยงานในส่วนกลางที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพัฒนาและใช้สื่อเพื่อช่วยกันดำเนินการแก้ไขการไม่รู้หนังสือของประชาชนทุกหน่วยงานจะช่วยกันประชาสัมพันธ์โครงการ จัดทำสื่อ รวมทั้งติดตามและประเมินผลร่วมกันด้วย โดยมีหน่วยงานกลางได้แก่ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่วางแผนประสานงานและเป็นฝ่ายเลขานุการของโครงการ

3.3 การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบในส่วนท้องถิ่น

1. หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสื่อในส่วนท้องถิ่น
หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสื่อส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน หน่วยงานแต่ละระดับมีส่วนในการพัฒนาและผลิตสื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป
หน่วยงานระดับจังหวัดได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานศึกษาธิการ สำนักงานเกษตร สำนักงานสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานอุตสาหกรรม โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษา
ในระดับอำเภอ ก็จะมีเครือข่ายของแต่ละหน่วยงานกระจายออกไปทุกอำเภอ
ในระดับตำบล เจ้าหน้าที่หน่วยงานจาก 4 กระทรวงหลัก คือ พัฒนากร เกษตรตำบล สาธารณสุขตำบล ครูประถมศึกษา หรือครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน หน่วยงานและองค์การในแต่ละระดับมีหน้าที่ในการกระจาย และเผยแพร่สื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายตามลำดับ
หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสื่อการศึกษานอกระบบส่วนท้องถิ่น
 1 ) ระดับจังหวัด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด วิทยาลัยเทคนิค โรงเรียนสารพัดช่าง โรงเรียนประถม และมัธยมศึกาาประจำจังหวัด ศูนย์อนามัยแม่และเด็ก ห้องสมุดประชาชนจังหวัด
2 ) ระดับอำเภอ ได้แก่ สำนักงานของ 4 กระทรวงหลัก เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย โรงเรียนประถมและมัธยมประจำอำเภอ ห้องสมุดประชาชนอำเภอเป็นต้น
3 ) ระดับตำบล ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของ 4 กระทรวงคือ พัฒนากรประจำตำบล เกษตรตำบล สาธารณสุขตำบล สถานีอนามัย ศาลาประชาคม ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์การเรียน แหล่งความรู้
4 ) ระดับหมู่บ้าน ได้แก่ ศูนย์การเรียน แหล่งความรู้หมู่บ้าน ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน และแหล่งวิทยาการต่างๆในหมู่บ้าน

2 . การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในระดับจังหวัดและอำเภอ
การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อ กศน ในส่วนภูมิภาค ระดับจังหวัดและระดับอำเภอจะอาศัยโครงสร้างของคณะกรรมการพัฒนาจังหวัด (กพจ) และคณะกรรมการพัฒนาอำเภอ (กพอ) ทำหน้าที่จัดทำและประสานแผนปฏิบัติการจัดกิจกรรมและโครงการโดยให้มีการกระจายและเผยแพร่สื่อไปยังตำบลและหมู่บ้าน รวมทั้งนิเทศ ติดตามและประเมินการใช้สื่อเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับ
ในระดับจังหวัดและอำเภอมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสื่อที่เป็นเครือข่ายของแต่ละกระทรวงและกรมจากจังหวัดลงสู่อำเภอ ได้แก่ พัฒนาการจังหวัด และพัฒนาการอำเภอ เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ สาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอ นอกจากนี้ยังมีแหล่งกลางที่จัดบริการสื่อส่งเสริมการอ่านและให้ข่าวสารข้อมูลได้แก่ ห้องสมุดประชาชนจังหวัด และห้องสมุดประชาชนอำเภอ
การจัดการและการประสานงานเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบในระดับท้องถิ่นทำได้อย่างไรบ้าง
การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อ กศน ในระดับท้องถิ่น ได้แก่ ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน การจัดการและการประสานงานทำได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
ในแนวตั้ง การจัด การกระจายและเผยแพร่สื่อจะดำเนินการผ่านจากจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
ถ้าเป็นในระดับแนวนอน จะอาศัยองค์การของคณะกรรมการพัฒนาชนบท ซึ่งมีสำนักงานและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงหลัก ได้แก่ พัฒนาการจังหวัด และ พัฒนาการอำเภอ เกษตรจังหวัดและ เกษตรอำเภอ สาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการอำเภอ โดยแต่ละหน่วยงานจะประสานและทำหน้าที่พัฒนาและกระจายสื่อจากจังหวัดลงสู่อำเภอ และจากอำเภอลงสู่ตำบล หมู่บ้าน จนถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายในที่สุด

3. การจัดการและประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในตำบลและหมู่บ้าน
การจัดการและการประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในระดับตำบลและหมู่บ้านซึ่งเป็นการประสานงานในระดับล่างสุด การจัดการและการประสานงานจะอาศัยองค์กรที่มีอยู่แล้วในการพัฒนาชนบท (กชช) คือ คณะกรรมการจากสภาตำบล (กสต) คณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อช่วยประมวลความต้องการการจัดกิจกรรม และการใช้สื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสื่อการศึกษานอกระบบในระดับอำเภอ โดยผ่านทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงหลัก ได้แก่ เกษตรกรตำบล พัฒนากรตำบล สาธารณสุขตำบล และ ครูประถมศึกษาที่ทำหน้าที่ในคณะกรรมการสนับสนุนการปฏิบัติงานของสภาตำบล
ลักษณะการจัดการและประสานงานการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในระดับตำบลและหมู่บ้าน
การจัดและประสานงานใช้สื่อการศึกษานอกระบบในท้องถิ่นระดับตำบลและหมู่บ้าน ได้อาศัยองค์กรของสภาตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ฝ่ายกิจการปกครอง ฝ่ายกิจการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย ฝ่ายกิจการคลัง ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายกิจการศึกษาและวัฒนธรรม ฝ่ายกิจการสวัสดิการและสังคม แต่ละฝ่ายจะมีกรรมการรับผิดชอบโดยมีการจัดตั้งกลุ่มเช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรีและแม่บ้าน กลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มพัฒนาอาชีพลักษณะต่างๆ การจัดการกระจายและใช้สื่อตะอาศัยเครือข่ายจากตำบลลงไปสู่หมู่บ้าน และจากผู้แทนของหมู่บ้านลงไปสู่ประธานหรือหัวหน้ากลุ่ม จนกระทั่งถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนผู้รับบริการ
ในระดับหมู่บ้านมีแหล่งรวมให้บริการสื่อได้แก่ ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน สื่อที่แต่ละหน่วยงานนพัฒนาและผลิตขึ้ยจะถูกนำมาไว้ ณ ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน สื่อส่วนใหญ่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านจะเป็นแหล่งความรู้ที่ให้ยริการการศึกษานอกระบบกับชาวบ้าน ชาวบ้านจะจัดการและดูแลกันเอง โดยมีคณะกรรมการที่อ่านหนังสือคอยช่วยให้คำปรึกษา และให้การสนับสนุนที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด

แบบประเมิน
1. การจัดการเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ ประกอบด้วยการจัดการตั้งองค์กร การจัดทำแผนและกำหนดแนวทาง กับอีกปัจจัยหนึ่งคือ การกำกับและควบคุม
2. การจัดตั้งองค์กร มีผลดีต่อการใช้สื่อการศึกษานอกระบบในแง่ใด มีการประสานสัมพันธ์และใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน
3. ข้อใด "ไม่เกี่ยวข้อง" กับการวางแผนการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ การประชาสัมพันธ์ (ข้อที่เกี่ยวข้องคือ การสำรวจข้อมูล จัดทำโครงการ การประสานแผนและโครงการ)
4. การจัดการและประสานงานการใช้สื่อมีประโยชน์ตรงกับข้อใด ทั้งการผลิต การใช้ และการปรับปรุงสื่อ
5. ข้อใดจัดเป็นการประสานงานภายนอกหน่วยงาน กรมกับสมาคมหรือมูลนิธิต่างๆ
6. ข้อใดเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการกระจายและเผยแพร่สื่อ สื่อต้องถึงผู้รับบริการ
7. ข้อใด "ไม่ใช่" หน่วยงานในการจัดสื่อของส่วนท้องถิ่น กอง (ข้อที่ใช่คือ สำนักงาน อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน)
8. หน่วยงานของกระทรวงใดที่รับผิดชอบการจัดสื่อในโครงการศึกษานอกระบบมากที่สุด กระทรวงมหาดไทย
9. การตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาและใช้สื่อมีความมุ่งหมายที่สำคัญได้แก่ข้อใด การประสานงาน
10. เครือข่าในการจัดการและประสานงานการใช้สื่อที่เป็นไปตามลำดับได้แก่ข้อใด กรม จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน

1. ข้อใดต่อไปนี้ "ไม่เกี่ยวข้อง" กับหลักการจัดการเพื่อใช้สื่อการศึกษานอกระบบ การเสนอความต้องการ (ข้อที่เกี่ยวข้องคือ การจัดตั้งองค์กร การจัดทำแผน การกำกับและควบคุม)
2. วิธีที่ดีที่สุดในการประสานงานการใช้สื่อได้แก่ข้อใด การจัดตั้งคณะกรรมการ
3. ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกของการวางแผนเพื่อการใช้สื่อ การสำรวจความต้องการ
4. การประสานงานกับกลุ่มเป้าหมายเป็นการประสานงานในลักษณะ แนวตั้ง
5. การประสานงานภายในหน่วยงานมีลักษณะตรงกับข้อใด งานที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
6. การหมุนเวียนสื่อทำเพื่อแก้ปัญหาในด้าน การมีจำนวนสื่อไม่เพียงพอกับผู้ใช้
7. หน่วยงานในระดับท้องถิ่นในข้อใดที่อยู่ในระดับล่างสุด หมู่บ้าน
8. หน่วยงานใดในระดับท้องถิ่นที่ "ไม่ใช่" แหล่งผลิตและพัฒนาสื่อ หมู่บ้านและครัวเรือน (ข้อที่ใช่คือ จังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน)
9. ข้อใดมีผลประโยชน์น้อยที่สุดในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาและใช้สื่อ การสำรวจความต้องการ
10. ข้อใดเป็นการกระจายสื่อจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น  กรม > จังหวัด

<<< ย้อนไปหน่วยที่ 2  อ่านต่อหน่วยที่ 4 >>>

16 ก.พ. 2556

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่ 9

หน่วยที่9 สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา


9.1 สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา
9.2 สื่อวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา
9.3 สื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา

9.1 สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา 

1. ความหมาย ความเป็นมา และความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา หมายถึง ข้อเขียนที่เขียนในรูปข่าวสารและความรู้ โดยผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดประโยชน์ทางความรู้แก่ผู้อ่านเป็น สำคัญ แล้วถ่ายทอดข้อเขียนด้วยการพิมพ์หรือเขียนบนกระดาษหรือฟิล์ม หรือวัสดุพื้นราบอื่นๆ เพื่อให้แพร่กระจายไปถึงผู้อ่านได้จำนวนมาก
ความเป็นมาของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา 
ไซลั่น - คิดวิธีทำกระดาษ ลอกรูป (ต้นแบบการพิมพ์ร่องลึก)
ชาวจีนใช้เขม่าไฟทำหมึกดำ ใช้ทาตราประทับบนกระดาษ เป็นการเริ่มต้นแม่พิมพ์พื้นนูน
ชาวจีนเริ่มการพิมพ์ด้วยไม้ พิมพ์ได้ทั้งตัวหนังสือและภาพลวดลาย
ไปเช็ง คิดวิธีพิมพ์โดยทำตัวพิมพ์จากดินเหนียว แยกเป็นคำๆเก็บไว้ใช้ซ้ำได้
เกาหลีริเริ่มหล่อตัวพิมพ์ด้วยโลหะสัมฤทธิ์
โจฮันกูเทนเบิร์ก (บิดาแห่งการพิมพ์) หล่อตัวพิมพ์ด้วยโลหะ เรียงพิมพ์และแยกเก็บได้ พิมพ์หนังสือเล่มแรกของยุโรป คือไบเบื้ล
อลัวเซเนเฟลเดอร์ พิมพ์หิน (พิมพ์แบบพื้นราบ) ซึ่งวิวัฒนาการมาเป็นการพิมพ์ออฟเซ็ต
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการพิมพ์ในระยะแรกของไทยจัดตั้งโรงพิมพ์ที่ลพบุรีใช้อักษรโรมัน
แอน ฮาเซลไทน์ จัดสัน ทำการหล่อตัวพิมพ์อักษรไทย
หมอบีช แบรดเลย์ ได้มีการออกหนังสือพิมพ์ บางกอกริคอร์ดเดอร์
ร.5 ออกหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นการพิมพ์เริ่มแรกของการพิมพ์ของคนไทย และ นสพ ฉบับแรกชื่อ ดรุโณวาท
ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา ถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนจำนวนมาก ถ่ายทอดความรู้หรือเหตุการณ์ได้รวดเร็วและซับซ้อนได้ดี มีความคงทนถาวร เสียค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพและการเรียนการสอน

2.ประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อใช้ในการเรียนโดยตรงได้แก่ หนังสือตำรา แบบฝึกปฏิบัติ เอกสารสำเนา
สื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการค้นคว้าอ้างอิง ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร จุลสาร หนังสืออ้างอิง(พจนานุกรม สารานุกรม หนัวสือรายปี นามานุกรม อักขรานุกรมชีวประวัติ หนังสือ้างอิงภูมิศาสตร์) รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ ฟิล์มย่อส่วน
สื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้อยู่ในรูปภาพ ได้แก่  หนังสือภาพและภาพชุดต่างๆ การ๋ตูนและการ์ตูนเรื่อง แผนภูมิ แผนภาพ โปสเตอร์ แผ่นพับ แผนที่

3.การใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา
(1.) ใช้สำหรับการเรียนการสอนโดยตรง แบ่งเป็น
สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับผู้เรียน ได้แก่ หนังสือ แบบฝึกหัด ใบงาน แบบทดสอบ ภาพ แผนภูมิ โปสเตอร์
สื่อสิ่งพิมพ์สำรับผู้สอน ได้แก่ คู่มือครู แผนการสอนใบความรู้และใบงาน แบบทดสอบ ภาพประกอบการสอน
(2.) ใช้สำหรับการค้นคว้างอ้างอิง การนำอ้างอิงมาเสนอ ควรวงเล็บต่อท้ายตามลำดับคือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อสำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ และบางครั้งอาจจะระบุเลขหน้าด้วย
(3.) ใช้สำหรับความรู้ทั่วไป เช่น นสพ รายวัน นิตยสาร วารสาร และ จุลสารต่างๆ
(4.) การใช้สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับความบันเทิง เช่น นวนิยาย นิทาน การ์ตูน
(5.) ใช้เป็นสื่อหลักและสื่อเสริมเพื่อการศึกษา สื่อหลักคือใช้หนังสือหรือตำราเรียนและเสริมโดยสื่ออื่นๆเช่นวิทยุ เทปเสียง เทปภาพ  ส่วนสื่อเสริมคือใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบการเรียน เช่นเป็นคู่มือ โดยผู้เรียนศึกษาจากสื่ออื่นเช่น E learning เป็นต้น

4.ปัญหาการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา
(1.) ปัญหาด้านการแพร่กระจายสู่ชุมชน ความล่าช้าของการจัดส่ง จำนวนน้อย และไม่ทั่วถึง
(2.) ปัญหาด้านการเลือกหนังสือ ความมีอิสระในการเลือก ขาดการแนะนำ หนังสือที่ไม่เหมาะสมวางจำหน่าย
(3.) ปัญหาด้านการอ่าน อ่านไม่คล่อง และ อ่านไม่ออก
(4.) ปัญหาด้านราคา ต้นทุนกระดาษ กระบวนการผลิต จำนวนพิมพ์
(5.) ปัญหาด้านอิทธิพลจากสื่ออื่น โดยเฉพาะอิทธิพลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออินเทอร์เน็ต

5.แนวโน้มการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษา 
(1.) แนวโน้มด้านการแพร่กระจายสู่ชุมชน มีแนวโน้มจะได้รับการแก้ไขให้การคมนาคมเป็นไปอย่างสะดวก ส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์ไปถึงชุมชนได้มากขึ้นและทั่วถึง
(2.) แนวโน้มด้านการเลือกหนังสือ มีการกวดขันจับกุมหนังสือประเภทที่ไม่เหมาะสม และ คำแนะนำการเลือกหนังสือจากผู้ปกครอง ครู สื่อมวลชน และการจัดประกวดหนังสือของสถาบันต่างๆ
(3.) แนวโน้มด้านการอ่าน แนวโน้มด้านการอ่านไม่คล่องและอ่านไม่ออกกำลังจะหมดไป เพราะรัฐส่งเสริมให้คนเรียนหนังสือและเด็กทุกคนต้องเข้าโรงเรียนอย่างน้อย 6 ปี ตามกฏหมาย
(4.) แนวโน้มด้านราคา ราคาของสื่อสิ่งพิมพ์มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
(5.) แนวโน้มด้านอิทธิพลจากสื่ออื่น โดยเฉพาะอิทธิพลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออินเทอร์เน็ต
 

9.2 สื่อวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา 

เป็นการแพร่เสียง เพื่อความรู้ ไปยังผู้ฟังโดยการออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือเึครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือแพร่เสียงตามสาย
1.ความเป็นมาของการใช้วิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยครอบคลุม วิทยุโทรเลขและวิทยุกระจายเสียง และการจัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับการใช้วิทยุกระจายเสียง วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนจำนวนมาก รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เสียค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ และสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายห่างไกล
ผู้ทรงริเริ่มกิจการวิทยุโทรเลขและวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยคือ พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัคร โยธิน
การถ่ายทอดเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ครั้งแรก ในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
โครงการเกี่ยวกับการใช้วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในประเทศไทยได้แก่ โครงการวืทยุศึกษา โครงการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยุกระจายเสียงของหน่วยราชการ โครงการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเครือข่าย2เพื่อการศึกษาของกรมประชาสัมพันธ์
วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษามีความสำคัญคือ ถ่ายทอความรู้ไผปยังผู้เรียนจำนวนมาก รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เสียค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ และสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายห่างไกล

2. รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาแยกได้ 2 ประเภทคือ รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาทั่วไป และรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการสอน รูปแบบรายการวิทยุกระจายเสียงที่ใช้มากเพื่อการศึกษาได้แก่ บทความหรือบรรยายคนเดียว สนทนา อภิปราย สัมภาษณ์ ละคร สารคดี สาระสะคร นิตยสารทางอากาศ และ ถ่ายทอดสด
รายการสนทนา รายการที่มีคนมาพูดกันสองคน ทั้ง 2 คนเป็นผู้ถามและคู่สนทนา
รายการวิทยุเพื่อการศึกษา รายการที่มุ่งให้ความรู้ทั่วไป สำหรับประชาชนและผู้เรียน
รายการสาระละคร รายการที่ผสมผสานรูปแบบรายการสารคดีเข้ากับรูปแบบรายการละคร
รายการสารคดี รายการที่มีหลายรูปแบบรายการรวมกันเนื้อหาสาระเป็นเรื่องเดียวกันตลอด
รายการละคร รายการที่เสนอเรื่องราวต่างๆด้วยการจำลองสถานการณ์

3. การใช้สื่อวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา ใช้เป็นเครื่องมือในการสอนโดยตรงและเพื่อประกอบการสอนให้คววามรู้ทั่วไป ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และใช้เป็นสื่อหลักและสื่อเสริม

4. ปัญหาการใช้รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับ
นโยบายของสถาบันการศึกษา ขาดนโยบายที่เด่นชัด
การสนับสนุนด้านการผลิตรายการ ไม่ได้งบประมาณเพียงพอในการผลิตรายการ
การออกอากาศรายการ หน่วยงานที่มีสถานีออกอากาศแต่ได้เวลาไม่เหมาะสม และหน่วยงานที่ไม่มีสถานีออกอากาศต้องเช้าหรือซื้อเวลาออกอากาศ
คุณภาพรายการ รายการส่วนใหญ่ ใช้รูปแบบรายการง่ายๆ ทำให้คุณภาพรายการไม่ดีเท่าที่ควร
ผู้รับฟังรายการ ส่วนใหญ่ชอบรายการบันเทิงมากกว่าความรู้

5. การใช้รายการวิทยุเพื่อการศึกษามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน จำนวนเครื่องรับวิทยุกระจายเสียง การเพิ่มจำนวนสถานีวิทยุกระจายเสียง และการขยายตัวของการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาทางไกล
แนวโน้มด้านความรู้ ข่าวสารและข้อมูลของประชาชนทำให้วิทยุเป็นสื่อที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
แนวโน้มด้านจำนวนเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงและราคาที่ถูกลง ประชาชนสามารถหาซื้อเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงได้ง่ายขึ้น
แนวโน้มด้านการเพิ่มจำนวนสถานีวิทยุกระจายเสียง ทั้งระบบเอเอ็ม และระบบเอฟเอ็ม เป็นจำนวนมาก
แนวโน้มด้านการขยายตัวของการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาทางไกลย่อมประสงค์จะเพิ่มรายการเพื่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น

9.3 สื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา 

เป็นการแพร่ภาพและเสียงเพื่อความรู้ไปยังผู้ชมโดยการออกอากาศทางสถานีวืยุโทรทัศน์ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ฟรือแพร่ภาพพร้อมเสียงตามสาย
1. วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เป็นการแพร่ภาพควบเสียงเพื่อความรู้ไปยังผู้ชม โดยการออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือแพร่ภาพควบเสียงตามสาย
พัฒนาการของวิทยุโทรทัศน์เริ่มจากต่างประเทศมาในประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับการใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
ส่วนความสำคัญคือ ถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนจำนวนมาก รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เสียค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ห่างไกล และทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
คำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหมายของวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาคือ
การแพร่ภาพควบเสียง  ให้ความรู้ไปยังชุมชน สถานีวิทยุโทรทัศน์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แพร่ภาพควบเสียงตามสาย
ความสัมพันธ์ของปี พ.ศ.กับความเป็นมาของการจัดตั้งวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
พ.ศ. 2494 ตั้งบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัด
พ.ศ. 2503 กรมประชาสัมพันธ์ตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ขึ้น 3 สถานี
พ.ศ. 2510 ตั้งสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง7
พ.ศ. 2513 เกิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3
พ.ศ. 2518 เกิดสถานีวิทยุโทรทัศน์สีช่อง 9 อ.ส.ม.ท
พ.ศ. 2521 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ขยายเครือข่ายทั่วประเทศ
พ.ศ. 2532 ตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์เสรี  ITV
พ.ศ. 2548 มีเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศแบบ VHF UHF และความถี่ 25,000
โครงการเกี่ยวกับการใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศไทย
การใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาระดับกระทรวงศึกษาธิการ การใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากรุงเทพมหานคร ข้อเสนอแนะการปฏิรูปการศึกษาปี 2517 แนวทางการใช้วิทยุโทรทัศน์ของแผนปฏิรูปการศึกษา การใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ความสำคัญของวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
เสนอความรู้ - ค่าใช้จ่ายถูก - รวดเร็วทันเหตุการณ์ - ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย - เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน

2. รายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาจำแนกได้ 2 ประเภทคือ รายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา และรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการสอน โดยมีรูปแบบที่นิยมใช้มากเพื่อการศึกษาได้แก่ พูดคนเดียวหรือบรรยายคนเดียว สัมภาษณ์ สนทนา อภิปราย สาระละคี ละคี สารคดี นิตยสาร ถ่ายทอดสด สาธิตและทดลอง ตอบปัญหา โต้วาที ห้องเรียนจำลอง
รูปแบบรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาที่ไม่ได้จัดอยู่ในรูปแบบรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา
รายการถ่ายทอดสด รายการสาธิตและทดลอง รายการตอบปัญหา รายการโต้วาที รายการห้องเรียนจำลอง

3. การใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือในการสอนโดยตรงและเพื่อประกอบการสอน ให้ความรู้ ใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ และใช้เป็นสื่อหลักและสื่อเสริม
วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาใช้ 3 แนวทางคือ
(1.) เครื่องมือในการสอนตรง และเพื่อประกอบการสอน การสอนตรงให้นักเรียนได้รับชมตามเวลาออกอากาศ และเพื่อประกอบการสอนในขั้นใดขั้นหนึ่งของการสอนได้แก่ ขั้นนำเข้าสู้บทเรียน ขั้นสอน หรือ ขั้นสรุป
(2.) ให้ความรู้ใน 2 ลักษณะคือ ความรู้พื้นฐานและเพื่อเสริมทักษะอาชีพ
(3.) เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองตามลำพังหรือเป็นกลุ่มย่อย

4. ปัญหาการใช้รายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศไทยได้แก่ ปัญหาในการผลิตรายการ และปัญหาในการออกอากาศรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
(1.) ปัญหาด้านงบประมาน (2.) ปัญหาด้านบุคคลากร (3.) ปัญหาด้านสถานที่และอุปกรณ์ในการผลิต (4.) ปัญหาด้านคุณภาพการผลิต (5.) ปัญหาเรื่องพัสดุ (6.) ปัญหาของการกำหนดช่วงเวลาออกอากาศ
(7.) ปัญหาเกี่ยวกับการรับสัญญานวิทยุโทรทัศน์ไม่ชัดเจน (8.) ปัญหาเกี่ยวกับไม่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย

5. แนวโน้มการใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษามีสูงขึ้นในรูปของการจัดตั้งเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้นใหม่ และการกำหนดให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่มีอยู่แล้วจัดสรรเวลาและช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกอากาศรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
(1.) แนวโน้มด้านความจำเป็นในการจัดตั้งสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการออกอากาศรายการที่เพิ่มขึ้นและเวลาที่จัดสรรลดน้อยลง
(2.) แนวโน้มด้านจัดสรรเวลาที่เหมาะสมเพื่อออกอากาศรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ความไม่พอใจของหน่วยงานในการจัดสรรเวลาออกอากาศ

แบบประเมิน
1. บิดาแห่งการพิมพ์ โจอัน กูเทนเบิร์ก
2. สิ่งพิมพ์ประเภทรายงานการวิจัย เหมาะที่สุดที่จะนำมาใช้อ้างอิง การวิจัย
3. สื่อที่มีแนวโน้มเข้ามาแทนสื่อสิ่งพิมพ์คือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
4. ข้อใดคือความสำคัญที่สุดของวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา ถ่ายทอดความรู้ได้รวดเร็วทันเหตุการณ์
5. รูปแบบรายการวิทยุใดมีหลายรูปแบบรายการรวมกัน เนื้อหาสาระเป็นเรื่องเดียวกันตลอดรายการ รายการสารคดี
6. ข้อใดคือปัญหาสำคัญของการใช้วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในไทย ปัญหาด้านงบประมานการผลิต และการออกอากาศรายการ
7. แนวโน้มในการใช้รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในประเทศไทยมีลักษณะใด จำนวนเครื่องรับวิทยุเพิ่มมากขึ้นและราคาถูกลง
8. สถานีวิทยุโทรทัศน์ได้ได้ดำเนินการมี 11 เครือข่าย ITV
9. รายการวิทยุโทรทัศน์ประเภทใดที่เสนอกระบวนการหรือขั้นตอนเพื่อให้ผู้ชมได้แนวทางนำไปใช้ รายการสาธิตและทดลอง
10.ข้อใดคือแนวโน้มการใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศไทย จัดสรรเวลาที่เหมาะสมเพื่อการออกอากาศ

1. การพิมพ์ระยะแรกเริ่มมีขึ้นในสมัย อยุธยา
2. สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใดมีลักษณะคล้ายข้อสอบมีการถามให้ตอบ แบบฝึกปฏิบัติ
3. เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีความสำคัญต่อแนวโน้มการใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างไร แนวโน้มเข้ามาแทนสื่อสิ่งพิมพ์
4. วิทยุกระจายเสียงเพื่อการสอนมีความสำคัญคือ ถ่ายทอดความรู้ไปยังผู้เรียนจำนวนมาก
5. รูปแบบรายการวิทยุใดมีการผสมผสานรายการสาระคดีเข้ากับรายการละคร สาระละคร
6. ข้อใดไม่ใช่ปัญหาของการใช้วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในไทย ปัญหาด้านผู้รับฟังรายการ
7. ข้อใดคือแนวโน้มการใช้รายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาในไทย 1) มีการใช้กันมากขึ้นเพราะการขยายตัวของการศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษาทางไกล 2) มีความต้องการความรู้ ข่าวสารและข้อมูล 3.)จำนวนเครื่องรับวิทยุและราคาที่ถูกลง 4.)การเพิ่มจำนวนสถานีวิทยุกระจายเสียง
8. ในปี 2494 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของไทยคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 4
9. รายการวิทยุโทรทัศน์ประเภทใดที่เสนอเนื้อหาสาระด้วยภาพและเสียงบรรยายตลอดรายการ โดยไม่มีผู้ดำเนินรายการ อาจจะมีการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องอยู่บ้าง รายการสารคดีเต็มรูปแบบ
10. การใช้วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาในประเทศไทยมีแนวโน้มอย่างไร มีความจำเป็นต้องจัดตั้งเครือข่าววิทยุโทรทัศน์

<<< ย้อนกลับหน่วยที่ 8  อ่านต่อหน่วยที่ 10 >>>                     

20301 เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่ 8

หน่วยที่ 8 สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษา

1. สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทเสียงประกอบด้วย เครื่องขยายเสียงและลำโพง
2. สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทฉายครอบคลุม เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ การผลิตแผ่นใส และการเก็บรักษาแผ่นใสเพื่อใช้กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
3. สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทดิจิตอล ครอบคลุม วีซีดีเพื่อการศึกษา เครื่องฉายภาพแอลซีดี กล้องถ่ายภาพประเภทดิจิตัล และ เครื่องพิมพ์

ตอนที่ 8.1 สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทเสียง

 8.1.1 เครื่องขยายเสียง เครื่องขยายเสียงมีหน้าที่ขยายสัญญานไฟฟ้า ประกอบด้วยภาค ปรีแอมป์ และพาวเวอร์แอมป์
(1.) ภาคปรีแอมป์ เป็นส่วนแรกของเครื่องขยายที่ทำหน้าที่รับสัญญานจากแหล่งกำเนิดสัญญานต่างๆ ขยายและปรับแต่งความถี่ให้เสียงมีคุณภาพก่อนที่จะส่งไปยัง Power Amplifier
(2.) พาวเวอร์แอมป์ หรือภาคขยายกำลัง  ทำหน้าที่รับสัญญานที่ได้ถูกปรับแต่งแล้วจากภาคปรีแอมป์ มาขยายให้สัญญานมีกำลังมากขึ้น แล้วส่งต่อไปยังลำโพง เพื่อให้เกิดเสียงตามที่เราต้องการต่อไป

8.1.2 ลำโพง ลักษณะของตู้ลำโพงเป็นแบบปิดหรือแบบเปิด โดยมีหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเสียง ลำโพงมี 3 ประเภทคือ Woofer  Midrange  Tweeter 
(1.) Woofer มีหน้าที่หลักในการให้เสียงต่ำ เสียงทุ้ม หรือเสียงเบส
(2.) Midrange เป็นลำโพงที่มีหน้าที่หลักในการให้เสียงกลาง จะมีขนาดรองลงมา เมื่อเปรียบเทียบกับลำโพงประเภทอื่นที่อยู่ในตู้เดียวกัน
(3.)Tweeter เป็นลำโพงที่มีหน้าที่หลักในการให้เสียงแหลมและมีขนาดเล็กที่สุด
วงจรสำหรับตัดเสียงแบ่งความถี่ในระดับต่างๆทั้ง 3 ความถี่ มีชื่อเรียกว่า Crossover

ตอนที่ 8.2 สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทใช้ฉาย

8.2.1 เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ   
คุณลักษณะเด่นของเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะคือ 1.ใช้ได้ง่าย 2.ใช้ในท้องที่ที่มีแสงสว่าง 3.ผู้บรรยายหันหน้าทางผู้ฟัง 4.การผลิตแผ่นใสทำได้ไม่ยาก 5.แผ่นใสสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง 6.สามารถดูแผ่นใสก่อนเตรียมบรรยายได้ 7.เครื่องฉายมีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายสะดวก 8.สามารเขียนโน๊ตย่อไว้บนกรอบแผ่นใส เพื่อช่วยจำในรายละเอียด
ส่วนประกอบของเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ ประกอบด้วย  พัดลม กระจกเงา หลอดฉาย เลนส์ควบคุมแสง เลนส์เกลี่ยแสง เลนส์ฉาย ปุ่มปรับความชัด และกระจกฉาย
Keystone Effect คือปัญหาภาพบนจอเบี้ยวหรือเฉ เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู เกิดจากเลนส์ฉายไม่ตั้งฉากหรือขนานกับจอภาพ

8.2.2 การผลิตแผ่นใส การผลิตแผ่นใสทำได้ 3 วิธีคือ เขียนด้วยมือ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และแผ่นใสลักษณะวางซ้อนกันหลายแผ่น

8.2.3 การเก็บรักษาแผ่นใส การเก็บรักษาแผ่นใสต้องใช้กระดาษคั่นระหว่างแผ่น เก็บในที่ไม่มีแสงแดด ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่มีฝุ่นละออง และจัดหมวดหมู่


ตอนที่ 8.3 สื่อโสตทัศน์เพื่อการศึกษาประเภทดิจิทัล

8.3.1 ดีวีดีเพื่อการศึกษา ดีวีดีเป็นแหล่งโปรแกรมที่ทำหน้าที่อ่านสัญญานภาพและเสียงก่อนที่จะถูกส่งไปยังภาคขยายลำโพงและจอภาพต่อไป 
ลักษณะเด่นของดีวีดี ให้ภาพที่คมชัด เสียงที่เสมือนจริง ใส่คำบรรยายได้หลายภาษา เก็บข้อมูลได้มาก
ประเภทของดีวีดี มี 2 ประเภทคือ DVD-R และ DVD-RW 
การเลือกดีวีดี ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนย้ายไดรฟ์ เครื่องที่จะนำมาใช้ ความเร็ว มีเทคโนโลยีสำหรับป้องกันแผ่นเสีย และพิจารณาโซน

8.3.2 เครื่องฉายภาพแอลซีดี เป็นเครื่องฉายที่ฉายจากด้านหน้า มีน้ำหนักเบา ใช้สะดวก ติดตั้งง่าย ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวิดี เครื่องเล่นวิดิโอ มีรูปแบบตั้งโต๊ะและติดบนเพดาน

8.3.3 กล้องถ่ายภาพประเภทดิจิทัล ใช้อิมเมจเซนเซอร์รับภาพแทนบิลบี้ น้ำหนักเบา สะดวกพกพา ไม่ต้องเสียค่าฟิล์ม ดูภาพที่จะถ่ายได้ทันที บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ ถ่ายโอนไปกลับไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ และดูจากเครื่องรับโทรทัศน์ ข้อเสียของกล้องดิจิตัลคือ ข้อจำกัดเรื่องราคา หน่วยความจำมีราคาค่อนข้างแพง และ แบตเตอรี่หมดเร็ว

8.3.4 เครื่องพิมพ์ จำแนกเป็น 
เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ ราคาสูง เหมาะกับการใช้งานพิมพ์ที่ต้องการความคมชัด สูง หรืองานพิมพ์จำนวนมาก ที่นิยมใช้กันมากเป็นงานพิมพ์ขาวดำ ในสำนักงาน
เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต เป็นเครื่องพิมพ์แบบหมึกฉีด มีทั้งเครื่องพิมพ์สำหรับงานเอกสารและเครื่องพิมพ์สำหรับภาพถ่าย
เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริก เป็นเครื่องพิมพ์ระบบเข็มจิ้ม วัดความเร็วเป็นอักขระต่อวินาที (CPS) เหมาะกับงานเอกสารที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก และสามารถก็อปปี้ซ้อนกันได้หลายแผ่น พิมพ์ได้ทั้งกระดาษชนิดต่อเนื่องและกระดาษธรรมดา
เครื่องพิมพ์แบบ Dye-Sublimation เป็นเครื่องที่พัฒนาสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายโดยเฉพาะ ใช้หลักความร้อนละลายหมึก ใช้เวลาการพิมพ์นาน ได้คุณภาพใกล้เคียงกับภาพที่ไปอัดจากร้านถ่ายรูป มีภอร์ต USB ที่สามารถถ่ายโอนข้อมูลจากกล้องโดยตรงได้ บางรุ่นมีจอ LCD ติดเหนือเครื่องพิมพ์ด้วย

แบบประเมิน
1. ส่วนแรกของเครื่องขยายเสียงที่ปรับแต่งเสียงก่อนส่งไปยังพาวเวอร์แอมป์คือ Pre-Amplifier
2. ลำโพงที่ให้เสียงย่านความถี่ต่ำมาก Sub woofer
3. การบอกกำลังขับในชั่วพริบตาของเครื่องขยายเสียงจะบอกในรูปแบบ PMPO
4. เลนส์ในเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะที่ทำหน้าที่เกลี่ยแสงมีชื่อว่า Fresnel Lense
5. ลักษณะของภาพฉายที่ปรากฎบนจอเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูมักเกิดจาก เลนส์ฉายไม่ตั้งฉากกับจอ
6. ปากกาเขียนแผ่นใสที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ตัวปากกาเขียนไว้ด้วยตัว F
7. ปากกาที่ใช้เขียนแผ่นใสเป็นการถาวรจะเขียนที่ด้านปากกาว่า Waterproof - Permanent
8. การผลิตแผ่นใสโดยการนำมาซ้อนกันหลายแผ่นเพื่อนำเสนอในเรื่องเดียวกันเรียกว่า Overlay
9. เครื่องฉายภาพที่สามารถต่อจากเครื่องเล่นดีวีดี หรือ วีซีดี เพื่อฉายไปยังจอรับภาพมีชื่อว่า Liquid Crystral Display
10.ส่วนของกล้องถ่ายภาพในระบบดิจิตัลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกำเนิดภาพเรียกว่า Image Sensor.

1. เครื่องขยายเสียงเสียงที่นำเอาภาคพรีแอมป์ และพาวเวอร์แอมป์มารวมกันเรียกว่า Integrated Amplifier
2. ลำโพงใดให้เสียงย่านความถี่สูง Tweeter
3. การบอกกำลังขับของเครื่องขยายเสียงรูปแบบใดมักมีตัวเลขสูงเมื่อเทียบกับการบอกแบบอื่น PMPO
4. เลนส์ในเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ ที่ทำให้แสงไปในทิศทางเดียวกันเรียกว่า Condensing Lens
5. ลักษณะของภาพที่ฉายจากเครื่องฉายที่ปรากฎบนจอเบี้ยว หรือ เฉ เพราะ เลนส์ฉายไม่ตั้งฉากกับจอ
6. ปากกาเขียนแผ่นใสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ตัวปากกาเขียนไว้ด้วยตัว L
7. ปากกาที่ใช้เขียนแผ่นใสแบบชั่วคราวจะเขียนว่า Watersolube หรือ Non Permanent
8. การผลิตแผ่นใสโดยการนำมาซ้อนกันหลายแผ่นเพื่อนำเสนอในเรื่องเดียวกันเรียกว่า Overlay
9. เครื่องฉายภาพที่สามารถต่อจากเครื่องเล่นดีวีดี หรือ วีซีดี เพื่อฉายไปยังจอรับภาพมีชื่อว่า Liquid Crystral Display
10.ส่วนของกล้องถ่ายภาพในระบบดิจิตัลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกำเนิดภาพเรียกว่า Image Sensor.

<<< ย้อนกลับ หน่วยที่ 7   อ่านต่อ หน่วยที่ 9 >>>

26406 การพัฒนาและการใช้สื่อ กศน หน่วยที่2

หน่วยที่ 2 การจัดระบบสื่อเพื่อการศึกษานอกระบบ

2.1 ความคิดพื้นฐานของการจัดระบบสื่อในด้านการศึกษานอกระบบ
2.2 ขั้นตอนของการผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ
2.3 กรณีตัวอย่างการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบ

ตอนที่ 2.1 ความคิดพื้นฐานของการจัดระบบสื่อในด้านการศึกษานอกระบบ

1. ความหมาย องค์ประกอบ และหลักการจัดระบบ สำหรับใช้ในการจัดระบบสื่อ กศน
ระบบ คือ ผลรวมของส่วนประกอบย่อยซึ่งทำงานเป็นอิสระต่อกันและมีการประสานสัมพันธ์กันเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ระบุไว้
องค์ประกอบของระบบ ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป กระบวนการ ผลลัพธ์ และ ผลย้อนกลับ
วิธีการจัดระบบ รวบรวมข้อมูลและทรัพยากร วิเคราะห์ปัญหา รวบรวมวิธีการเพื่อแก้ปัญหา ประเมิณผลลัพธ์ที่ได้และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ
หลักการจัดระบบการสื่อสารนอกระบบ
(1) จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม หมายรวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งทาง กายภาพ และ จิตภาพ การจัดสภาพแวดล้อมประกอบด้วยหลักสำคัญๆ 4 ประการคือ 1. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม กศน อย่างเต็มที่ 2. การสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตนเองในทันที 3. การเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อยด้วยตนเอง 4. การจัดบรรยากาศการเรียนการสอนในลักษณะที่มีมิตรจิตมิตรใจ 
(2.) ความแตกต่างระหว่างบุคคล  วุฒิภาวะ ระดับสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ สุขภาพ อายุ เพศ วัย เศรษฐกิจ และหมายรวมถึงการเรียนรู้และการรับรู้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละบุคคลด้วย
(3.) ธรรมชาติของเนื้อหาสาระและประมวลประสบการณ์ ควรจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถจดจำ และนำไปใช้ในสถานการร์อื่นต่อไปได้  ซึ่งการจัดลำดับจัดได้ตามเหตุและผล หรือลำดับเนื้อหาตามจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย
(4.) วิธีการสอนและการถ่ายทอด มีหลายลักษณะและหลายรูปแบบ ผู้จัดกิจกรรมควรเลือกสรรให้เหมาะกับกลุ่มประชากรและเนื้อหา โดยคำนึงถึง กระบวนการ ควบคู่ไปกับผลลัพธ์
(5.) โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการสื่อสาร เนื่องจากความแตกต่างของโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีการสื่อสารในแต่ละท้องถิ่น
(6.) การประเมินผล การประเมิผลพฤติกรรมของผู้เรียนจะช่วยสนับสนุนและเสริมแรงความอยากเรียนรู้ของผู้เรียน กศน ดังนั้นผู้จัดกิจกรรมควรรายงานให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าในการเรียนอย่างสม่ำเสมอ
2. ขั้นตอนการจัดระบบการศึกษานอกระบบ
(1.) ขั้นตอนการจัดระบบทั่วไป
1. ขั้นตอนวิเคราะห์ระบบ - วิเคราะห์แนวทางการปฏิบัติงาน, ภาระหน้าที่, งาน, วิธีการและสื่อ
2. ขั้นตอนสังเคราะห์ระบบ - เลือกวิธีการ, ทำการแก้ปัญหา, ประเมิณผลประสิทธิภาพการดำเนินงาน
3. ขั้นตอนสร้างแบบจำลอง - ด้วยการสร้างสัญลักษณ์
4. ทดสอบระบบในสถานการณ์จำลอง
(2.) ขั้นตอนการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบ
ระบบสื่อสารนอกระบบหมายถึง การผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบเพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่ผู้จัดกินกรรมหรือผู้สอนกำหนดไว้
องค์ประกอบของระบบ ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป กระบวนการ ผลลัพธ์ ผลย้อนกลับ
ขั้นตอนการจัดระบบสื่อ กศน 
1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน
2. การพิจารณาคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย
3. การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์
4. การกำหนดเนื้อหาสาระและประมาวลประสบการณ์ความรู้
5. การกำหนดวิธีการถ่ายทอดความรู้
6. การเตรียมทรัพยากรการผลิต
7. การเลือกและการผลิตสื่อ
8. การประเมินประสิทธิภาพของสื่อ
9. การปรับปรุงและแก้ไขสื่อ
10. การนำสื่อไปใช้
11. การประเมินผลการใช้สื่อ

2.2 ขั้นตอนของการผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ

1. การผลิตสื่อการศึกษานอกระบบ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิต 4 ขั้นตอนคือ การวางแผน การเตรียมการผลิต การผลิต การประเมินผลการผลิตสื่อการศึกษานอกระบบ
การวางแผนผลิตสื่อการศึกษา ควรพิจารณาให้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระถูกต้อง ทันสมัย เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย คุ้มค่าการลงทุน เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
การเตรียมการผลิตสื่อ อาจจะเลือกหรือดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่หากมีความคิดเห็นว่าควรออกแบบสื่อใหม่ควรคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆเช่น ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เนื้อหา งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ความชำนาญในการจัดทำ
การดำเนินการผลิตสื่อการศึกษานอกระบบ ผลิตตามความมุ่งหมายที่กำหนดและแผนการณ์ที่เตรียมไว้
การประเมินผลการผลิตสื่อ กศน เพื่อการนำไปแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปได้จริงในครั้งต่อไป

2. การใช้สื่อการศึกษานอกระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรดำเนินงาน 7 ขั้นตอนได้แก่
1. ตรวจสอบสื่อก่อนจะใช้ - เพื่อดูว่าสื่อเหมาะสมกับสภาพผู้เรียนและจุดมุ่งหมายหรือไม่
2. ศึกษาเนื้อหาของสื่อ - เพื่อความแม่นยำในเนื้อหาที่จะนำเสนอ
3. เตรียมสถานที่ - ห้องเรียน ที่นั่ง วัสดุ อุปกรณ์ ปลั๊กไฟ เครื่องฉาย และควรทดลองใช้สื่อก่อนนำไปใช้
4. เตรียมตัวผู้เรียน - กล่าวนำผู้เรียนเข้าสู่บทเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจ หรืออธิบายศัพท์ที่เกี่ยวข้องก่อน
5.ลงมือใช้สื่อ - กระตุ้นและเร้าความสนใจการใช้สื่อ, นำเข้าสู่บทเรียนด้วยสื่อ, ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยสื่อ, วิเคราะห์และฝึกปฏิบัติด้วยสื่อ, สรุปด้วยสื่อ
6.ประเมินผลการใช้สื่อ - การประเมินผลตัวสื่อโดยตรง, ประเมินการใช้สื่อ, ประเมินการเรียนการสอนของผู้เรียน
7.ปรับปรุงแก้ไขสื่อ - นำสื่อที่ได้รับการประเมินมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อนำสื่อที่มีคุณภาพไปใช้งานในระบบต่อไป

2.3 กรณีตัวอย่างการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบ

1.กรณีตัวอย่าง โครงการพัฒนาศูนย์ผลิตรายการโทรทัศน์และวิดิโอเทปเพื่อการศึกษาของศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กรมการศึกษานอกโรงเรียน
มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการคือ
ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ได้แก่ การสำรวจปัญหาต่างๆ ความสนใจ ความต้องการ และแรงจูงใจของประชาชนที่มีต่อโทรทัศน์และวิดิทัสเพื่อการศึกษา และการกำหนดวัตถุประสงค์
กระบวนการ ได้แก่ การวางแผนผลิต การใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์และวิดิทัศน์เพื่อการศึกษา
ผลผลิต ได้แก่ สื่อรายการวิทยุโทรทัศน์และวิดิทัศน์เพื่อการศึกษาที่สมบูรณ์
2. กรณีตัวอย่างการจัดระบบสื่อการศึกษาทางวิทยุกระจายเสียงแทนซาเนีย
มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการคือ
ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ได้แก่ การสำรวจปัญหาของประเทศแทนซาเนีย ลักษณะกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดให้มีการรณรงค์ด้วยกลุ่มทางวิทยุกระจายเสียงในแทนซาเนีย กำหนดจุดประสงค์ของการรณรงค์
กระบวนการ ได้แก่ การวางแผนดำเนินงานการรณรงค์ด้วยกลุ่มศึกษาทางวิทยุกระจายเสียง 5 โครงการ และดำเนินการผลิตสื่อรายการวิทยุกระจายเสียง และ สื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับการรนรงค์ด้วยกลุ่มศึกษาทางวิทยุกระจายเสียงแต่ละโครงการ
ผลผลิต ได้แก่รายการวิทยุกระจายเสียงของแต่ละโครงการ เอกสารสิ่งพิมพ์ประกอบการเรียน หนังสือให้ความรู้ คู่มือสำหรับผู้นำกลุ่ม โปสเตอร์ ภาพพลิก

แบบประเมิน
1. คำว่าระบบหมายถึง ผลรวมของส่วนประกอบต่างๆที่สัมพันธ์กันดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์
2. ข้อมูลที่ป้อนเข้าของระบบการแก้ปัญหาที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนของการศึกษานอกระบบคืออะไร สภาพปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายประสบอยู่
3. การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมซึ่งเป็นหลักที่ใช้ในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบ ควรมีลักษณะเช่นไร เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม จัดสภาพแวดล้อมทางจิตภาพให้เหมาะสม
จัดลักษณะและบรรยากาศสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน
4. การวางแผนผลิตสื่อการศึกษานอกระบบควรคำนึงถึงข้อใด สื่อที่ผลิตควรสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้และเนื้อหาประมวลประสบการณ์
5. ข้อใด "ไม่ใช่" ขั้นตอนหนึ่งของการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ การใช้สื่อตามความต้องการของผู้ใช้
6. การประเมินผลสื่อการศึกษานอกระบบสามารถประเมินได้ด้วยวิธีใด ประเมินผลตัวสื่อโดยตรง ประเมินผลจากคามสำเร็จของผู้เรียนจากการสอน ประเมินกระบวนการการเรียนการสอน
7. การกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิตเป็นองค์ประกอบในข้อใดของการจัดระบบการศึกษานอกระบบ
ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป
8. กระบวนการในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบคือข้อใด การวางแผนผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ
9. ขั้นตอนการจัดระบบทั่วไปมีอะไรบ้าง วิเคราะห์ระบบ สังเคราะห์ระบบ สร้างแบบจำลอง ทดสอบระบบในสถานการณ์จำลอง
10. ผลลัพธ์ในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบคือข้อใด การได้สื่อตามต้องการ การทดสอบประสิทธิภาพสื่อ การประเมินผลการใช้สื่อและปรับปรุงแก้ไข

1. ข้อใดคือความหมายของระบบ ผลรวมของส่วนประกอบย่อยที่แต่ละส่วนประกอบทำงานเป็นอิสระและประสานสัมพันธ์กัน
2. การศึกษาสภาพปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายประสบอยู่ เป็นองค์ประกอบในส่วนใดของระบบ ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป
3. การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมที่ใช้เป็นหลักในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบควรจัดอย่างไร เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อย สนับสนุนให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตนเองทันที
4. การวางแผนผลิตสื่อควรวางแผนอย่างไร พิจารณาเลือกผลิตสื่อที่มีเนื้อหาเป็นปัจจุบัน ทันสมัย ถูกต้องน่าสนใจ และ พิจารณาผลิตสื่อให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย
5. ข้อใดเป็นขั้นตอนหนึ่งของการใช้สื่อการศึกษานอกระบบ การเตรียมสถานที่และผู้เรียน
6. นักการศึกษานอกระบบควรประเมินผลสื่การศึกษานอกระบบอย่างไร  ประเมินผลจากตัวสื่อโดยตรง ประเมินผลจากกระบวนการเรียนการสอน
7. ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบคือ การกำหนดวัตถุประสงค์ในการผลิต
8. การวางแผนผลิตและการใช้สื่อการศึกษานอกระบบเป็นองค์ประกอบในข้อใดของการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบ กระบวนการ
9. ข้อใดเป็นลำดับขั้นตอนการจัดระบบทั่วไปที่ถูกต้อง วิเคราะห์ระบบ สังเคราะห์ระบบ สร้างแบบจำลอง ทดสอบระบบในสถานการณ์จำลอง
10. ผลลัพธ์ในการจัดระบบสื่อการศึกษานอกระบบคือข้อใด การได้สื่อตามความต้องการ และทดสอบประสิทธิภาพปรับปรุงแก้ไขสื่อ

<<< กลับไปหน่วยที่ 1  อ่านต่อหน่วยที่ 3 >>>

26406 การพัฒนาและการใช้สื่อ กศน หน่วยที่1

หน่วยที่1 สื่อสำหรับการศึกษานอกระบบ

1.1 ความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบ
1.2 วิวัฒนาการของการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบ
1.3 ประเภทของสื่อเพื่อการจัดการศึกษานอกระบบ

ตอนที่ 1.1 ความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบ

1. ความหมายของสื่อและความหมายของระบบ
สื่อ หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารตรงกันได้ตามวัตถุประสงค์
ระบบ หมายถึง ส่วนรวมทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆที่สัมพันธ์กัน

2. หลักการของวิธีระบบ
วิธีระบบคือ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานและการแก้ปัญหาไว้อย่างชัดเจน

3. องค์ประกอบพื้นฐานของวิธีระบบและขั้นตอนของการวิเคราะห์ระบบ
องค์ประกอบของวิธีระบบ มี 3 ส่วนคือ
(1.) สิ่งที่ป้อนเข้าไป - ทรัพยากร ข้อมูล วัตถุประสงค์ ขั้นการวางแผน การเตรียมการ
(2.) กระบวนการ - การดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยอาศัยข้อมูลหรื่อทรัพยากรที่เตรียมในขั้นแรก
(3.) ผลที่ได้ออกมา - การประเมินผล
ข้อมูลที่ได้จากการประเมินและนำมาแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนต่างๆเรียกว่า ข้อมูลย้อนกลับ และเรียกการกระทำในขั้นตอนนี้ว่า การวิเคราะห์ระบบ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ 8 ขั้นตอนคือ 
(1.) กำหนดปัญหา  (2.) กำหนดวัตถุประสงค์  (3.) สร้างเครื่องมือวัดผล  (4.) เลือกวิธีการ  (5.) ตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุด  (6.) ขั้นทดลอง  (7.) การวัดและประเมินผล  (8.) ปรับปรุงและขยายการปฏิบัติงาน
ระบบสื่อการศึกษา เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์มีการกำหนดขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน 5 ขั้นตอนคือ (1.) การวิเคราะห์คุณลักษณะของผู้เรียน (2.) กำหนดจุดมุ่งหมาย (3.) ออกแบบสื่อ (4.) การใช้สื่อ (5.) การวัดผล

4. ความสำคัญของสื่อเพื่อการจัดการการศึกษา 
สื่อการสอนเป็นประโยชน์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหาช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวในการผลิตวัสดุใหม่ๆ

5. ความสำคัญของสื่อเพื่อจัดการศึกษานอกระบบ
สื่อมีความสำคัญต่อการศึกษานอกระบบ 3 ประการได้แก่ คุณค่าทางวิชาการ จิตวิทยา และ เศรษฐกิจ

ตอนที่ 1.2 วิวัฒนาการของการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบ

1.พัฒนาการของการใช้สื่อการศึกษานอกระบบยุคแรกเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถึง ศต.17
พัฒนาการของการใช้สื่อ กศน ในยุคแรกมีการเคลื่อนไหวค่อนข้างน้อย พัฒนาการสูงสุดในยุคนี้คือ การมีแบบเรียนที่มีภาพประกอบ มีหนังสือแบบเรียนเกิดขึ้นในไทย มีการถ่ายทอดกันโดยการเล่า การเทศนา เป็นสื่อประเภทสื่อพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่
การใช้สื่อเพื่อจัดการศึกษานอกระบบในยุคแรกเริ่มของไทย ครอบคลุมตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถึงสมัยกรุงธนบุรี เนื่องจากในสมัยสุโขทัยมีการประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยามีแบบเรียนเล่มแรกชื่อ จินดามณี ต่อมาสมัยกรุงธนบุรีมีสื่อที่เป็นวรรณกรรมเท่านั้น

2.พัฒนาการของการใช้สื่อการศึกษานอกระบบยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วง ศต.18-19
เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากในวงการทั่วไป โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรม แต่เทคโนโลยีทางด้านการศึกษายังจัดว่ามีบทบาทน้อยมาก
การใช้สื่อเพื่อจัด กศน ของไทยในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่2 ครอบคลุมตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 1 จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคที่สื่อและนวกรรมทางการศึกษาขยายตัวเป็นอย่างมาก การจัดการศึกษาเป็นระบบแบบแผนมากขึ้นแต่การใช้สื่อเป็นสื่อการศึกษานอกระบบ ในสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดใช้โรงทานเป็นสถานที่ให้การศึกษา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดเชตุพน และจัดระบบสื่อการศึกษาจากหลักศิลาจารึกซึ่งมีเนื้อหาวิชาต่างๆ เช่น วิชาแพทย์ ช่าง ดาราศาสตร์
  พ.ศ. 2434 มีการจัดหนังสือพิมพ์เสนอข่าวสารความรู้เป็นครั้งแรก และต่อมามีสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเล่มเพื่อให้ความรู้ต่างๆ และความบันเทิง ตลอดจนการทำหนังสือแบบเรียน
  พ.ศ. 2448 มีการนำสื่อประเภทสื่อโสตทัศน์เข้ามาในประเทศไทย และวิทยุกระจายเสียงเริ่มมีเข้ามาในสมัย รัชกาลที่5

3.พัฒนาการของการใช้สื่อการศึกษานอกระบบยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วง ศต.20-ปัจจุบัน
เริ่มมีการเกิดขึ้นอย่างจริงจัง มีการเน้นถึงเรื่องการใช้สื่ออุปกรณ์ต่างๆที่ประหยัด และมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงให้ผลคุ้มค่า
การเคลื่อนไหวที่สำคัญของการใช้สื่อเพื่อ กศน ในยุคปัจจุบัน มีดังนี้ หลังจากการตั้งกองการศึกษาผู้ใหญ่ โดยมีจุดเน้นที่การแก้ไขการไม่รู้หนังสือของประชาชน ซึ่งถือเป็นงานสำคัญทางการศึกษานอกระบบมาจนถึงปัจจุบันงานหนึ่งซึ่งเป็นยุคที่มีความเจริญสูงสุดเพราะมีการใช้สื่อหลายชนิดมาใช้กับงานการศึกษานอกระบบได้แก่ สื่อโสตทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อคอมพิวเตอร์ และสื่อพื้นบ้าน

ตอนที่ 1.3 ประเภทของสื่อเพื่อจัดการศึกษานอกระบบ

1. สื่อโสตทัศน์ คือ สื่อที่สัมผัสได้ด้วยการได้ยิน และ เห็นด้วยตาโดยไม่ออกอากาศ
สื่อโสตทัศน์ หมายถึง ตัวกลางที่สามารถสัมผัสได้ด้วยการได้ยินและการมองเห็นเพื่อให้การส่งและการรับสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้
ประเภทของสื่อโสตทัศน์ แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ 1) โสตทัศนวัสดุ 2) เครื่องมือโสตทัศน์ 3) กิจกรรมทางโสตทัศน์
โสตทัศนวัสดุได้แก่ 1) ภาพนิ่ง เช่น ภาพเขียน ภาพถ่าย 2) วัสดุลายเส้น เช่น แผนภูมิ แผนสถิติ การ์ตูน 3)วัสดุมีทรง เช่น หุ่นจำลอง ไดออร์ดราม่า
เครื่องมือโสตทัศน์ ได้แก่ 1) เครื่องเสียง เช่นเครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่น แผ่นเสียง เครื่องขยายเสียง 2) เครื่องฉาย เช่น เครื่องฉายไสลด์ เครื่องฉายฟิล์มสตริป ภาพยนตร์
กิจกรรมทางโสตทัศน์ เช่น การศึกษานอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ การจัดสถานการณ์จำลอง เป็นต้น

2. สื่อสิ่งพิมพ์ คือ สื่อที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ทำความเข้าใจกันด้วยภาษาเขียน โดยใช้วัสดุ กระดาษ พิมพ์ออกมาพร้อมกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้อ่านได้คราวละมากๆ ครอบคลุมตั้งแต่ โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ฝาผนัง หนังสือเสริมการอ่านและแผ่นพับ

3. สื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คือ สื่อที่สามารถนำเสนอเรื่องราวและทักษะต่างๆได้เป็นอย่างดีเป็นสื่อการสอนที่สามารถนำเอาสื่อการสอนหลายอย่างมาใช้รวมกันได้อย่างสะดวก เป็นการใช้สื่อที่เรียกว่าสื่อประสม เป็นแหล่งวิทยาการที่สมบูรณ์แหล่งหนึ่ง และสามารถพัฒนาคุณภาพของประชาชนได้ผลอย่างรวดเร็วและประหยัด
สื่อวิทยุกระจายเสียง มีคุณลักษณะคือ เป็นการสื่อสารได้เร็วที่สุดส่งไปได้ทุกหนทุกแห่ง สามารถเร้าหรือจูงใจผู้ฟังให้รู้สึกว่ามีส่วนร่วม สามารถนำผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมาให้ความรู้แก่ผู้ฟัง เป็นสื่อมวลชนที่มีราคาค่อนข้างถูกสื่อสารไปสู่มวลชนและให้ความเพลิดเพลินโดยไม่ต้องลงทุนมาก
สื่อวิทยุโทรทัศน์ เป็น การนำสื่อการสอนหลายอย่างมาใช้ร่วมกันที่เรียกว่าสื่อประสม ซึ่งได้ผลอย่างรวดเร็ว ประหยัด และสามารถให้การศึกษาในระดับต่างๆได้เป็นอย่างดี

4. สื่อคอมพิวเตอร์ เป็นการนำเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์มาทำงานแทนมนุษย์เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ โดยทำให้การเรียนการสอนมีการตอบโต้กันได้ระหว่างผู้เรียนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับการเรียนการสอนระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนที่อยู่ในห้องตามปกติ
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ที่มีต่องานการศึกษา เช่น ใช้เป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้ในการบริหาร ใช้ในการประเมินผล ใช้เป็นสื่อในการเร้าความสนใจของผู้เรียนในลักษณะของเกมส์เพื่อการศึกษา

5. สื่อพื้นบ้าน คือ รูปแบบของสื่อสารระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคลกับกลุ่มคน หรือกลุ่มคนกับกลุ่มคน ที่ได้ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นความเคยชินเป็นประเพณี ตัวอย่างของสื่อพื้นบ้านได้แก่ เพลงพื้นบ้าน ละครพื้นบ้านและการละเล่น
ตัวอย่างสื่อพื้นบ้าน โนรา ลิเก หมอลำ หุ่นกระบอก หนังตะลุง ละครพื้นบ้าน โขน

6. ชุดฝึกอบรม เป็นสื่อที่พัฒนาขึ้นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาบุคลากร กศน โดยมีลักษณะที่เอื้อต่อการขยายโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้จากการอบรมโดยการ ศึกษาจากชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง
ลักษณะที่สำคัญของชุดฝึกอบรม มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเรื่อง เป็นสื่อประสม ศึกษาได้ด้วยตนเอง ใช้เวลาฝึกอบรมสั้น ใช้ได้กับทุกสถานที่และเวลา เบ็ดเสร็จในตัวเอง
ชุดฝึกอบรมแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ 1) ชุดฝึกอบรมเสริมกิจกรรมการฝึกอบรม 2) ชุดฝึกอบรมที่ศึกษาด้วยตนเอง

แบบประเมิณ
1. สื่อการสอนและสื่อการศึกษา เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เหมือนกัน คือ ในวิธีการ อุปกรณ์ที่ช่วยนำกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
2. วิธีระบบประกอบด้วยอะไรบ้าง สิ่งที่ป้อนเข้าไป กระบวน ผลที่ออกมา ข้อมูลย้อนกลับ
3. การที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน โดยการแสดงความคิดเห็น และผู้สอนได้ช่วยแก้ข้อสงสัยในทันที การกระทำนี้เรียกว่า ข้อมูลย้อนกลับ
4. คุณค่าของสื่อการสอนมีประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างไร ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันและเกิดประสบการณ์ร่วมกัน
5. สื่อการศึกษานอกระบบที่ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ส่งเสริมความคิดและการแก้ปัญหาเป็นคุณค่าของสื่อการศึกษานอกระบบด้านใด วิชาการ
6. การพัฒนาระบบการสอนรายบุคคล โดยใช้การสอนแบบฝึกฝีมือมีขึ้นในยุคใด ยุคแรกเริ่ม
7. สื่อและนวกรรมทางการศึกษาที่นับว่ามีพัฒนาการสูงสุดสำหรับยุคแรกเริ่มของไทยคือ หนังสือจินดามณี
8. วิทยุกระจายเสียงเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญเริ่มมีขึ้นในสมัยใด รัชกาลที่ 5
9. งานหลักของกองการศึกษาผู้ใหญ่ในช่วงแรกคือ งานแก้ไขการไม่รู้หนังสือ
10. ข้อใดต่อไปนี้เป็นโสตทัศน์วัสดุทั้งหมด ภาพนิ่ง วัสดุลายเส้น

1. คำว่า"ระบบ" หมายถึง ผลรวมของส่วนประกอบต่างๆที่สัมพันธ์กันดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์
2. การชมโทรทัศน์ เป็นการสื่อสารแบบใด การสื่อสารทางเดียว เพราะผู้ส่ง-ผู้รับ ไม่สามารถมีปฏิกริยาสนองกลับต่อกันได้ทันที
3. การวางแผนการสอนที่ใช้สื่อร่วมด้วยลำดับแรกที่ต้องกระทำคือ การวิเคราะห์ลักษณะของผู้เรียน
4. คุณค่าของสื่อการสอนมีประโยชน์ต่อผู้สอนอย่างไร เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวเสมอในการเตรีมสื่อการสอนและเตรียมเนื้อหาน้อยลง
5. สื่อการศึกษานอกระบบที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจต้องการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆทำให้มีมโนทัศน์ที่ถูกต้อง เป็นคุณค่าของสื่อการศึกษานอกระบบด้านใด จิตวิทยา
6. ยุคเริ่มต้นของการศึกษาไทยเกิดขึ้นในสมัยใด กรุงสุโขทัย
7. แนวโน้มที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ การแสดงนิทรรศการ American Schools
8. การเคลื่อนไหวที่สำคัญของการใช้สื่อเพื่อการศึกษานอกระบบของไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ การตั้งกองการศึกษาผู้ใหญ่
9. การแสดงบทบาทสมมติให้แก่ผู้เรียนเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบใด ประสบการณ์นาฏการ
10. หนังสือเสริมการอ่านมีลักษณะอย่างไร รูปเล่มบางๆ ใช้ภาษาง่ายๆ

อ่านต่อ หน่วยที่ 2 >>>

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ผู้ให้ข้อมูลร่วมกัน